วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เซอร์ ไอแซค นิวตัน



นิวตัน เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม ปี คศ. 1643 ที่เมืองวูลส์ชอร์ป ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ทำทางด้านเกษตรกรรม เหนือจากกรุงลอนดอนประมาณ 200 กิโลเมตร ขณะที่นิวตันเกิด พ่อของเขาได้เสียชีวิตก่อนหน้าแล้วประมาณสามเดือน
หลังจากนั้นไม่นาน มารดาของนิวตันได้แต่งงานใหม่ และย้ายไปอยู่กับสามีที่ในเมือง นิวตันอาศัยอยู่กับย่าที่วูลส์ชอร์ป นิวตันได้แสดงให้เห็นถึงการเป็นคนสนใจในการเรียนรู้ตั้งแต่ยังเด็ก เขาชอบคิดค้นและประดิษฐ์ของต่าง ๆ นิวตันได้สร้างความประหลาดใจให้กับชาวบ้านแถบนั้นด้วยการประดิษฐ์นาฬิกาที่ทำจากกลไก และใช้พลังน้ำเป็นตัวขับเคลื่อนยังความประหลาดใจกับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

ในวยเด็ก นิวตันได้เข้าศึกษาที่ คิวสคูล ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมและมัธยม ที่อยู่ห่างจากบ้านเขาพอควร เขาต้องจากย่าไปอยู่บ้านพักใกล้โรงเรียน นิวตันแสดงความเป็นคนช่างสังเกต ใฝ่หาความรู้ เขาตั้งคำถาม ถามตัวเองเสมอว่า ดวงจันทร์ ดวงใหญ่อยู่ไกลจากโลกเท่าไร บนท้องฟ้ามีดาวกี่ดวง
ต่อมาเมื่อสามีใหม่ของมารดาที่อาศัยอยู่ด้วยกันที่ในเมืองเสียชีวิต นิวตันจึงต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยมารดาทำไร่ และเลี้ยงสัตว์อยู่ที่วูลส์ชอร์ป นิวตันได้แสดงให้เห็นว่าเขาไม่สนใจในการทำไร่ แต่มักจะนำหนังสือติดตัวไปอ่านด้วยเสมอ เมื่อน้าเขาเห็นแววของการใฝ่รู้ จึงสนับสนุนให้เขาได้เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในสายของวิทยาลัยทรินิตี นิวตันได้แสดงแววของการเรียนรู้อย่างสร้างสรร เขาได้ทำการศึกษาแนวคิดของนักคณิตศาสตร์ตั้งแต่ยุคโบราณ ไม่ว่าจะเป็น อริสโตเติล ยูคลิด เคปเลอร์ กาลิเลโอ เดส์คเวิทส์ เขาจึงสานต่อความคิดของกาลิเลโอ เพราะในปีที่เขาเกิดเป็นปีที่กาลิเลโอเสียชีวิต เคปเลอร์ได้แสดงให้เห็นว่าดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ และมีกฎเกณท์ของการโคจรสาม ดังนี้

1. กฎแห่งวงรี กล่าวว่า ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี โดยมีดวงอาทิตย์อยู่ที่ตำแหน่งของจุดโฟกัสหนึ่ง
2. กฎแห่งพื้นที่ กล่าวว่า เมื่อดาวเคราะห์โคจรในรอบดวงอาทิตย์ เส้นรัศมีที่ลากจากดวงอาทิตย์ไปยังดาวเคราะห์จะกวาดพื้นที่เป็นสัดส่วนโดยตรงกับระยะทางที่ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์
3. กฎฮาร์โมนิก กล่าวว่า กำลังสองของเวลาที่ใช้ในการโคจรของดาวเคราะห์รอบหนึ่ง เป็นสัดส่วนตรงกับกำลังสามของระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ถึงดาวเคราะห์นั้น

ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ วิทยาลัยทรินิตี นิวตันได้ศึกษาวิชาการทางด้านดาราศาสตร์ แสง คณิตศาสตร์ ระหว่างนั้นเกิดโรคระบาด ทำให้มหาวิทยาลัยต้องปิดลง เขาจึงกลับบ้าน และทำการศึกษาคิดหาคำตอบว่า ทำไมลูกแอปเปิ้ล จึงตกลงสู่พื้นดิน ทำไมดวงจันทร์จึงโคจรรอบโลกได้ นิวตันได้ศึกษาค้นคว้า "กฎการเคลื่อนที่" กล่าวคือ วัตถุเมื่อเคลื่อนที่จะเคลื่อนที่ต่อไป และถ้ามีแรงมากระทำ ก็จะเกิดการเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร่งตามแนวทิศแรงนั้น

การคิดค้นกฎแห่งการเคลื่อนที่ของนิวตัน ทำให้สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ได้อย่างมากมาย และเป็นที่มาของกฎแห่งแรงโน้มถ่วง ซึ่งกล่าวว่า มีแรงชนิดหนึ่งกระทำระหว่างวัตถุสองชิ้น เช่น โลกกับดวงอาทิตย์ แรงนี้จะแปรผกผันกับระยะทางกำลังสองระหว่างดาวทั้งสองและจะแปรตามมวลของวัตถุทั้งสองนั้น
นิวตันได้พัฒนาคิดค้นแคลคูลัส ซึ่งเป็นเรื่องของดิฟเฟอเรนเชียนและอินทิกรัล เพื่อใช้ในการพิสูจน์กฎเกณฑ์ทางดาราศาสตร์ และยังได้พัฒนาทฤษฎีไบโนเมียล
ผลงานวิจัยของนิวตันทำให้ทราบถึงเหตุผลว่าทำไมวัตถุทั้งหลายจึงตกลงสู่เบื้องล่าง แรงที่กระทำระหว่างวัตถุกับโลกขึ้นกับอะไรบ้าง ทำไมดวงจันทร์จึงโคจรรอบโลกโดยไม่หลุดลอยออกไป ผลงานวิจัยของนิวตันจึงเป็นงานระดับสุดยอด เขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักวิจัยชั้นนำ
นอกจากงานคิดค้นในเรื่องคณิตศาสตร์แล้ว นิวตันยังประสบผลสำเร็จอีกมากมาย เช่น การค้นพบว่าแสงเป็นคลื่น และสามารถหักเหได้โดยมีคลื่นความถี่ต่างกัน มีสีแตกต่างกัน เมื่อผ่านปริซึมสามารถแยกสีออกจากกันได้ และยังได้ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ชนิดสะท้อนแสงที่มีขนาดเล็ก ผลงานเหล่านี้ทำให้นิวตันเป็นศาสตราจารย์ด้วยวัยเพียงอายุ 27 ปี
เนื่องจากนิวตันเป็นคนที่ถ่อมตน ผลงานวิจัยของนิวตันได้ทำขึ้นด้วยใจรัก นิวตัวไม่ได้ประกาศให้โลกรู้ จึงทำให้ภายหลังมีข้อโต้แย้งว่าใครเป็นผู้คิดได้ก่อน ระหว่างนิวตันกับโรเบิร์ตฮูกานักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษและไลปฟิซ นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน
เอดิมันด์ ฮัลเลย์ ซึ่งเป็นนักดาราศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง ในการค้นพบการโคจรของดาวหาง และเป็นผู้ค้นพบดาวหางฮัลเลย์ที่รู้จักกันดี ฮัลเลย์รู้สึกเสียดายผลงานของนิวตัน จึงขอร้องให้นิวตันรวบรวมผลงานค้นคว้าและเผยแพร่ต่อสาธารณชน ฮัลเลย์ช่วยสนับสนุนในการจัดพิมพ์โดยตั้งชื่อหนังสือว่า PRINCIPIA
หนังสือ PRINCIPIA เป็นสมบัติล้ำค่าของมนุษยชาติ เป็นการรวบรวมการค้นพบต่าง ๆ ของนิวตัน การค้นพบหลาย ๆ อย่างมีรากฐานมาจากกฎการเคลื่อนที่ และกฎแห่งแรงโน้มถ่วง ฮัลเลย์ได้ใช้กฎเกณฑ์เหล่านี้ จนทำให้ค้นพบดาวหาง และสามารถคำนวณวงโคจรของดาวหาง และพยากรณ์การกลับมาของดาวหางได้ถูกต้อง
ในสมัยนั้น เป็นที่รู้กันมาตั้งแต่โบราณว่าดาวเคราะห์มี 5 ดวง คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ เพราะเป็นดาวที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ต่อมาจึงค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ ๆ ซึ่งก็ใช้หลักการเคลื่อนที่ของนิวตัน ในปี คศ. 1681 ฮาเซล นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษค้นพบดาวยูเรนัส จากการศึกษาวงโคจรและการเคลื่อนที่ของดาวยูเรนัส ทำให้รูบริเอ ชาวฝรั่งเศษและอดัมส์ชาวอังกฤษใช้กฎการเคลื่อนที่นี้พยากรณ์ว่าจะมีดาวเคราะห์อีกดวงห่างออกไป และสามารถค้นพบดาวพลูโตในปี คศ. 1846
นิวตันได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ปี คศ. 1727 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นิวตันได้ทิ้งผลงานอันเป็นประโยชน์ต่อชาวโลกมากมาย

นีล อาร์มสตรอง มนุษย์คนแรกได้ก้าวเท้าลงบนดวงจันทร์


วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2512 (ค.ศ. 1969) เมื่อนาซ่ากำหนดให้เป็นวันเดินทางของอพอลโล 11 ยานที่จะนำพามนุษย์ไปลงบนดวงจันทร์
เช้าวันประวัติศาสตร์แห่งศตวรรษที่ 20 คนนับล้านเฝ้ารอดูการเดินทางไปดวงจันทร์ ผ่านการถ่ายทอดรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ลูกเรือสามคนของอพอลโล 11 ประกอบไปด้วย นีล อาร์มสตรอง, เอดวิน อัลดริน และ ไมเคิล คอลลินส์ ยานทำการลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ ณ บริเวณทะเลแห่งความสงบ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2512 (วันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969) เวลา 09:56 น. ตามเวลาในประเทศไทย
นีล เอ. อาร์มสตรอง (Neil A. Armstrong) ออกจากยานดวงจันทร์ โดยใช้เท้าซ้ายเหยียบลงบนพื้นดินดวงจันทร์ พร้อมกับกล่าวว่า "ก้าวเล็ก ๆ ของมนุษย์คนหนึ่ง เป็นก้าวกระโดดไกลของมนุษยชาติ" และนี่คือรอยเท้าแรกของมนุษย์บนดวงจันทร์


เมื่อเวลาผ่านไป 19 นาที หลังจาก นีล อาร์มสตรอง ก้าวเท้าลงเหยียบพื้นดินดวงจันทร์ บัซ อัลดริน (Buzz Aldrin) ก้าวเท้าตามลงมา พร้อมกับกล่าวคำสั้นๆ ถึงเอ่ยคำออกมาสั้นๆ สภาพพื้นผิวบนดวงจันทร์ที่ตนมองเห็นว่า "เป็นความอ้างว้างที่ยิ่งใหญ่มาก" (magnificent desolation) โดยมีลูกเรือคนที่สาม คือ ไมเคิล คอลลินส์ (Michael Collins) คอยควบคุมยานรออยู่ในอวกาศรอบดวงจันทร์
จากนั้นมนุษย์อวกาศทั้ง 2 คนจึงทำการนำธงชาติสหรัฐปักลงไปบนพื้นดินดวงจันทร์ และทำการเก็บตัวอย่างดินหิน ดวงจันทร์กลับมายังโลกรวม 22.5 กิโลกรัม พร้อมทั้งติดตั้งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ และสำรวจดวงจันทร์ภายในรัศมีที่กำหนดไว้


พวกเขาใช้เวลาบนดวงจันทร์ทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง 31 นาที ก่อนเดินทางกับถึงโลกอย่างปลอดภัยในวันที่ 24 กรกฎาคม ลงบนมหาสมุทรแปซิฟิก ภารกิจของอพอลโล 11 นับตั้งแต่ออกเดินทางจนกลับมาถึงโลกใช้เวลารวมเเล้ว 195 ชั่วโมงกับอีก 18 นาที
หลังจากอพอลโล 11 นาซาได้ส่งยานไปสำรวจดวงจันทร์อีก 6 ลำ มีเพียงอพอลโล 13 เท่านั้นที่ต้องยกเลิกภารกิจสำรวจดวงจันทร์เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุถัง ออกซิเจนในยานบริการระเบิดก่อนหน้าจะเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ 2 วัน ยานจึงต้องเดินทางกลับโลกไม่ได้ลงสัมผัสดวงจันทร์ได้ตามแผน และ เมื่อเดือนธันวาคม 1972 อพอลโล่ 17 ก็ได้ปฏิบัติภารกิจสำรวจดวงจันทร์ และปิดฉากโครงการอพอลโลลง

นิวซีแลนด์ (New Zealand)

นิวซีแลนด์ ดินแดนแห่งความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่เกินคำบรรยาย เกาะเหนือและเกาะใต้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับรถเที่ยว ตามเส้นทางตระการตาแห่งยอดเขา ทะเลสาบ และแหล่งธรรมชาติมากมาย มีเมืองที่น่าสนใจกำลังเรียกร้องให้ไปเยือน ณ ดินแดน แห่งนี้ ที่ได้รับการขนานนามว่า “อังกฤษนอกเกาะอังกฤษ”
การขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ทำได้แบบง่ายๆ สไตล์ชิลๆ สามารถกำหนดเส้นทางได้เองโดยมีโปรแกรมแนะนำให้ทั้งในเกาะเหนือและเกาะใต้ เพียงแต่จ่ายค่าเช่ารถ ขับรถเที่ยวจากเกาะเหนือ-ใต้ ไปถึงที่ไหน ก็ทิ้งรถไว้ที่นั่น
แถมบางช่วงก็เดินทางได้โดยไม่ต้อง ห่วงรถเดินทางด้วยเครื่องบินเฮลิคอป เตอร์ ชมหิมะ น้ำแข็งบนเทือกเขาสูงและชมชายฝั่งมหาสมุทร แปซิฟิกได้ด้วย
การเดินทางจะเริ่มจากเกาะเหนือหรือจะไปแต่เฉพาะเกาะใต้ก็ได้ ถ้าเกาะเหนือ จะเริ่มจากเมืองโอกแลนด์ (Auckland) เมืองที่ใหญ่ที่สุดของเกาะเหนือ ศูนย์กลางพาณิชยกรรมและการค้าที่สำคัญที่สุดของประเทศนิวซีแลนด์ ได้รับสมญานามว่า เมืองแห่งการแล่นเรือใบ (City of Sails) มีอ่าวจอดเรือที่สมบูรณ์แบบ ชมสะพานฮาเบอร์และท่าจอดเรือยอชท์ที่สวยงาม ชมทัศนียภาพของเมือง โอกแลนด์บนยอดเขาอีเดน (Mt. Eden) ที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุด



“กีวี” เป็นชื่อนกชนิดหนึ่งที่ออกหากินเวลากลางคืน พบได้ที่นิวซีแลนด์ประเทศเดียวเท่านั้น นกกีวีเป็นนกแต่บินไม่ได้ ขนาดพอๆ กับแม่ไก่ มีปากเหมือนหลอดดูดน้ำ เพื่อจิ้มลงไปในดินใช้ดูดแมลงหรือไส้เดือน นกกีวีตัวผู้จะเป็นผู้ฟักไข่
อยากเห็นนกกีวีต้องไปดูที่ “บ้านกีวี” ที่จัดเตรียมไว้เท่านั้น ไม่สามารถพบเห็นได้ทั่วๆ ไป

ไปชมสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่คุณจะไม่มีวันลืม เช่น บ่อน้ำพุร้อน บ่อโคลนเดือด ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ เมืองโรโตรัว (Rotorua) จึงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โด่งดังและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะเหนือ เมืองแห่งน้ำแร่ น้ำพุร้อน และบ่อโคลนเดือด ตั้งอยู่ริมทะเลสาบโรโตรัว ซึ่งได้รับสมญานามว่า Sulphur City
ที่อุทยานน้ำพุร้อน Te Puia ศูนย์อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองชาวเมารี ชมงานศิลปหัตถกรรมการแกะสลักเครื่องไม้และการทอเครื่อง นุ่งห่มจากต้นป่านและความเป็นอยู่ในอดีตของชาวเมารี ชมบ่อโคลนเดือดธรรมชาติและน้ำพุร้อนใต้ดิน “พูโฮโต” ที่ไม่เคยหลับไหลมานานนับพันปี
เมื่อขับรถมาถึงเกาะใต้ หรือเลือกขับที่เกาะใต้ จะได้พบกับบรรยากาศสุดโรแมนติกของเมืองไคร้สท์เชิร์ช (Christchurch) เมืองที่ขึ้นชื่อว่าคล้ายอังกฤษมากที่สุดในโลก ไคร้สท์เชิร์ชในเกาะใต้ สัมผัสความงดงามของสถาปัตยกรรมสมัยวิคตอเรียที่จัตุรัสกลางเมือง ก่อนเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติเมาท์คุก หรือจะเลือกขับต่อไปยังเมืองควีนส์ทาวน์ เพชรเม็ดงามและเมืองกิจกรรมผจญภัยต่างๆ ของเกาะใต้


เดินทางผ่านทุ่งราบแคนเทอร์เบอร์รี่ แหล่งเพาะพันธุ์แกะและวัวที่สำคัญของเกาะใต้ เดินทางผ่านเมืองแอชเบอร์ตัน เจอร์ราดีน และแฟร์รี่ เข้าสู่ทะเลสาบเทคาโป ชื่นชมทัศนียภาพยามเช้าอันสวยงามของทะเลสาบเทคาโป ทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ ซึ่งเกิดจากการละลายของหิมะบนเทือกเขา ไหลลงสู่ทะเลสาบจนทำให้น้ำทะเลสาบใสเป็นสีฟ้า ถ่ายรูปคู่กับโบสถ์เล็กๆ ริมทะเลสาบและอนุสาวรีย์สุนัขต้อนแกะ

นักท่องเที่ยวสามารถไปได้ทุกซอกทุกมุม จะขึ้นรถโค้ชหรือรถประจำทางก็ไปได้ทุกเมือง เยี่ยมชมจุดต่างๆ ได้บ่อยและมากเท่าที่ต้องการ ในแพ็คเกจจะพานั่งรถโค้ชท่องเที่ยวไปตามจุดไฮไลท์ต่างๆ ในเมืองแบบไม่จำกัดเที่ยว นั่งเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือไปยังเมืองเล็กต่างๆ มีบริการรถรับส่งจากสนามบินไปยังบ้านพักเยาวชน พร้อมให้ที่พักฟรีอีกสองคืนในห้องรวมด้วย
จากการสำรวจพบว่า นิวซีแลนด์เป็นจุดหมายที่ “คนรุ่นใหม่” ที่มีการศึกษาเลือกที่จะเป็นจุดท่องโลกแบบ “อิสระ” ด้วยตนเอง


นิวซีแลนด์ (New Zealand)
นิวซีแลนด์ ดินแดนแห่งความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่เกินคำบรรยาย เกาะเหนือและเกาะใต้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับรถเที่ยว ตามเส้นทางตระการตาแห่งยอดเขา ทะเลสาบ และแหล่งธรรมชาติมากมาย มีเมืองที่น่าสนใจกำลังเรียกร้องให้ไปเยือน ณ ดินแดน แห่งนี้ ที่ได้รับการขนานนามว่า “อังกฤษนอกเกาะอังกฤษ”
การขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์ทำได้แบบง่ายๆ สไตล์ชิลๆ สามารถกำหนดเส้นทางได้เองโดยมีโปรแกรมแนะนำให้ทั้งในเกาะเหนือและเกาะใต้ เพียงแต่จ่ายค่าเช่ารถ ขับรถเที่ยวจากเกาะเหนือ-ใต้ ไปถึงที่ไหน ก็ทิ้งรถไว้ที่นั่น
แถมบางช่วงก็เดินทางได้โดยไม่ต้อง ห่วงรถเดินทางด้วยเครื่องบินเฮลิคอป เตอร์ ชมหิมะ น้ำแข็งบนเทือกเขาสูงและชมชายฝั่งมหาสมุทร แปซิฟิกได้ด้วย
การเดินทางจะเริ่มจากเกาะเหนือหรือจะไปแต่เฉพาะเกาะใต้ก็ได้ ถ้าเกาะเหนือ จะเริ่มจากเมืองโอกแลนด์ (Auckland) เมืองที่ใหญ่ที่สุดของเกาะเหนือ ศูนย์กลางพาณิชยกรรมและการค้าที่สำคัญที่สุดของประเทศนิวซีแลนด์ ได้รับสมญานามว่า เมืองแห่งการแล่นเรือใบ (City of Sails) มีอ่าวจอดเรือที่สมบูรณ์แบบ ชมสะพานฮาเบอร์และท่าจอดเรือยอชท์ที่สวยงาม ชมทัศนียภาพของเมือง โอกแลนด์บนยอดเขาอีเดน (Mt. Eden) ที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุด




“กีวี” เป็นชื่อนกชนิดหนึ่งที่ออกหากินเวลากลางคืน พบได้ที่นิวซีแลนด์ประเทศเดียวเท่านั้น นกกีวีเป็นนกแต่บินไม่ได้ ขนาดพอๆ กับแม่ไก่ มีปากเหมือนหลอดดูดน้ำ เพื่อจิ้มลงไปในดินใช้ดูดแมลงหรือไส้เดือน นกกีวีตัวผู้จะเป็นผู้ฟักไข่ อยากเห็นนกกีวีต้องไปดูที่ “บ้านกีวี” ที่จัดเตรียมไว้เท่านั้น ไม่สามารถพบเห็นได้ทั่วๆ ไป

ไปชมสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่คุณจะไม่มีวันลืม เช่น บ่อน้ำพุร้อน บ่อโคลนเดือด ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ เมืองโรโตรัว (Rotorua) จึงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โด่งดังและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะเหนือ เมืองแห่งน้ำแร่ น้ำพุร้อน และบ่อโคลนเดือด ตั้งอยู่ริมทะเลสาบโรโตรัว ซึ่งได้รับสมญานามว่า Sulphur City
ที่อุทยานน้ำพุร้อน Te Puia ศูนย์อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองชาวเมารี ชมงานศิลปหัตถกรรมการแกะสลักเครื่องไม้และการทอเครื่อง นุ่งห่มจากต้นป่านและความเป็นอยู่ในอดีตของชาวเมารี ชมบ่อโคลนเดือดธรรมชาติและน้ำพุร้อนใต้ดิน “พูโฮโต” ที่ไม่เคยหลับไหลมานานนับพันปี
เมื่อขับรถมาถึงเกาะใต้ หรือเลือกขับที่เกาะใต้ จะได้พบกับบรรยากาศสุดโรแมนติกของเมืองไคร้สท์เชิร์ช (Christchurch) เมืองที่ขึ้นชื่อว่าคล้ายอังกฤษมากที่สุดในโลก ไคร้สท์เชิร์ชในเกาะใต้ สัมผัสความงดงามของสถาปัตยกรรมสมัยวิคตอเรียที่จัตุรัสกลางเมือง ก่อนเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติเมาท์คุก หรือจะเลือกขับต่อไปยังเมืองควีนส์ทาวน์ เพชรเม็ดงามและเมืองกิจกรรมผจญภัยต่างๆ ของเกาะใต้
เดินทางผ่านทุ่งราบแคนเทอร์เบอร์รี่ แหล่งเพาะพันธุ์แกะและวัวที่สำคัญของเกาะใต้ เดินทางผ่านเมืองแอชเบอร์ตัน เจอร์ราดีน และแฟร์รี่ เข้าสู่ทะเลสาบเทคาโป ชื่นชมทัศนียภาพยามเช้าอันสวยงามของทะเลสาบเทคาโป ทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์ ซึ่งเกิดจากการละลายของหิมะบนเทือกเขา ไหลลงสู่ทะเลสาบจนทำให้น้ำทะเลสาบใสเป็นสีฟ้า ถ่ายรูปคู่กับโบสถ์เล็กๆ ริมทะเลสาบและอนุสาวรีย์สุนัขต้อนแกะ
นักท่องเที่ยวสามารถไปได้ทุกซอกทุกมุม จะขึ้นรถโค้ชหรือรถประจำทางก็ไปได้ทุกเมือง เยี่ยมชมจุดต่างๆ ได้บ่อยและมากเท่าที่ต้องการ ในแพ็คเกจจะพานั่งรถโค้ชท่องเที่ยวไปตามจุดไฮไลท์ต่างๆ ในเมืองแบบไม่จำกัดเที่ยว นั่งเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือไปยังเมืองเล็กต่างๆ มีบริการรถรับส่งจากสนามบินไปยังบ้านพักเยาวชน พร้อมให้ที่พักฟรีอีกสองคืนในห้องรวมด้วย
จากการสำรวจพบว่า นิวซีแลนด์เป็นจุดหมายที่ “คนรุ่นใหม่” ที่มีการศึกษาเลือกที่จะเป็นจุดท่องโลกแบบ “อิสระ” ด้วยตนเอง



นิวซีแลนด์ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ทางทิศตะวันออกของออสเตรเลีย มีเกาะเหนือเกาะใต้ ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงและเนินเขา เกาะเหนือมีเขตภูเขาไฟและทะเลสาบในใจกลางเกาะ มีน้ำพุร้อนและบ่อโคลนเดือด เกาะใต้มีเทือกเขาสูง เรียกว่า เซาธ์เทิร์นแอลป์ พาดผ่านกลาง มีฟยอร์ด ธารน้ำแข็ง
เมืองหลวง กรุงเวลลิงตัน
ภาษา ภาษาอังกฤษและภาษาเมารี
เงินตรา 1 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ประมาณ 26 บาท (สิงหาคม 2550)
บัตรเครดิต ใช้ได้ตามร้านค้าทั่วไป รับบัตรเครดิตหลักๆ ทุกประเภท
โทรศัพท์ รหัสโทรศัพท์ +64 โทร กลับเมืองไทยควรใช้การ์ดโฟน
เวลา เร็วกว่าไทย 5 ชั่วโมง เดือนตุลาคม-มีนาคม เร็วกว่าไทย 6 ชั่วโมง เนื่องจากมี Daylight Savings Time
น้ำประปา สะอาดดื่มได้จากท่อน้ำ
อากาศ มี 4 ฤดู คือ ฤดูร้อน (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) อบอุ่นเหมาะสำหรับการเล่นกีฬาทางน้ำ ฤดูใบไม้ร่วง (มีนาคม-พฤษภาคม) เหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งฤดูหนาว (มิถุนายน-สิงหาคม) เหมาะกับการเล่นสกีและหิมะ และ ฤดูใบไม้ผลิ (กันยายน-พฤศจิกายน) อากาศดีเยี่ยมและน่าเที่ยวที่สุด

กาลิเลโอ กาลิเลอี นักวิทยาศาสตร์ ผู้เป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์

กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) เกิด ณ เมืองปิซา ประเทศอิตาลี ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2107 (ค.ศ. 1564) – เสียชีวิต ณ เมืองอาร์เซทิ (Arcetri) ฟลอเรนซ์ ในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2185 (ค.ศ. 1642) มีบิดาชื่อ วินเซนซิโอ กาลิเลอิ ซึ่งมีอาชีพเป็นนักดนตรี และมีมารดาชื่อ จูเลีย กาลิเลอิ กาลิเลโอ เป็นนักวิทยาศาสตร์ และยัง ถูกขนานนามในชื่อต่างๆ เช่น "father of modern astronomy" (บิดาแห่งวิชาดาราศาสตร์สมัยใหม่), "father of modern physics" (บิดาแห่งวิชาฟิสิกส์สมัยใหม่) หรือ "father of science" (บิดาแห่งวิทยาศาสตร์) เป็นผู้ค้นพบ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มากมาย เช่น "กฏแห่งการแกว่งของลูกตุ้ม" และ "กฏการตกของวัตถุ"



เหตุที่กาลิเลโอได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ เพราะเขาและโยฮันส์ เคปเลอร์ เป็นผู้ที่ก่อให้เกิด การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ (Scientific revolution) ขึ้น จริงอยู่ที่ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ เราเรียนรู้ที่จะสร้างอารยธรรมขึ้นมา จากการค้นคว้า ทดลอง และจดบันทึกองค์ความรู้สืบทอดต่อๆกันมา จากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หากพิจารณาจริงๆกระบวนการดังกล่าวก็มีขั้นตอนครบถ้วนตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับในแบบเรียนทุกประการ แล้วจะนับกาลิเลโอจะเป็นบิดาของวิทยาศาสตร์ ได้อย่างไร ในเมื่อเขาคงก็ไม่ได้เป็นคนแรกแน่ๆที่เริ่มใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในโลกใบนี้ ประเด็นอันละเอียดอ่อนนี้คงจะเป็นประเด็นเปิดให้ถกเถียง กันอีกยาว แต่หากเรามองอีกแง่มุมหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนกว่า คือจากมุมของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ โดยนับการตีพิมพ์หนังสือPhilosophiae Naturalis Principia Mathematica ของนิวตันเป็นการสิ้นสุดการปฏิวัติ กาลิเลโอก็นับว่าเป็นบิดาของวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เพราะงานในยุคนั้นหลายๆชิ้นที่มีส่วนสำคัญต่อ การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ มีเพียงงานของกาลิเลโอเพียงคนเดียวที่โดดเด่นที่สุดในแง่ของการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

อิทธิพลการแสวงหาความรู้ที่มีแม่แบบจากหนังสือ The Elements ของ Euclidทรงพลังมากในสมัยของกาลิเลโอ เพราะเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการวัดจะไม่นำเราคลาดเคลื่อนจากความแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสามด้านของสามเหลี่ยมมุมฉากจะต้องสอดคล้องกับทฤษฎีบทพีทาโกรัสทุกรูป ? ความจริงข้อนี้คงไม่สามารถหาได้จากการทดลองสร้างสามเหลี่ยมมุมฉากขึ้นมาเป็นหมื่นๆรูปแล้ววัด? หากเราทดลองกับรูปสามเหลี่ยมุมฉากจำนวน 105รูปแล้วพบว่าจริง เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะจริงกับรูปที่105 + 1จะจริงด้วย? ดังนั้นเป็นที่น่าสงสัย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของกาลิเลโอ) ว่าความจริงที่หาได้จากการทดลองและการวัด กับความจริงที่หาได้การอนุมาน (deduction) จากสิ่งที่ทุกคนยอมรับว่าจริงอยู่แล้ว อย่างไหนเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือกว่ากัน ซึ่งแน่นอนที่ความจริงแบบเรขาคณิตของEuclid ที่รู้จักกันดีว่าเป็นเรขาคณิตของ"วงเวียนและสันตรง" (สันตรงคือไม้บรรทัดที่ไม่มีเสกลที่ใช้ขีดเส้นตรงได้เพียงอย่างเดียว=ไม่มีการวัดความยาว)
ดูจะมีอิทธิพลเหนือกว่าความรู้ที่ได้จากการสังเกต ทดลอง และวัดค่าเป็นตัวเลขออกมาเป็นตัวเลขในแบบของกาลิเลโอ แต่ข้อมูลจากการสังเกต ทดลองวัดค่าเป็นตัวเลขในงานกฏการตกของวัตถุมีส่วนสำคัญที่ทำให้นิวตันค้นพบ

กฏแรงของโน้มถ่วง (GmM/r(r)) เป็นครั้งแรก และงานที่ได้จากการทดลอง ทางกลศาสตร์ของกาลิเลโอก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้นิวตันสามารถสรุปกฏการเคลื่อนที่ของนิวตัน 3 ข้อ ออกมาได้ ซึ่งกฏทั้งสี่ข้อนี้ คือ ชัยชนะของวิทยาศาสตร์ที่เหนือกว่า กระบวนการแสวงหาความรู้เดิมที่ได้รับอิทธิพลจากนักปราชญ์ชาวกรีกซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงมาเป็นพันๆปี
มีข้อสังเกตว่างานที่ใช้ตัดสินชี้ขาดชัยชนะของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์น้ำหนักน่าจะอยู่ที่งานของเคปเลอร์ที่เป็นถือข้อพิสูจน์ กฏแรงของโน้มถ่วงที่นิวตันพิสูจน์ได้เป็นครั้งที่สอง มากกว่างานของกาลิเลโอ แต่งานของเคปเลอร์อาจไม่ได้มีความหมายตรงกับ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานทั่วไป เราจึงไม่นับว่าเคปเลอร์เป็นบิดาวิทยาศาสตร์
กาลิเลโอ นำเรื่อง ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล



งานเขียนของกาลิเลโอ
Two New Sciences, ค.ศ. 1638 Lowys Elzevir (Louis Elsevier) Leiden (ในภาษาอิตาเลียน , Discorsi e Dimostrazioni Matematiche, intorno á due nuoue scienze Leida, Appresso gli Elsevirii 1638)
Letters o­n Sunspots
The Assayer (ในภาษาอิตาเลียน, Il Saggiatore)
Dialogue Concerning the Two Chief World Systems, ค.ศ. 1632 (ในภาษาอิตาเลียน, Dialogo dei due massimi sistemi del mondo)
The Starry Messenger, ค.ศ. 1610 Venice (ในภาษาลาติน, Sidereus Nuncius)
Letter to Grand Duchess Christina
ลำดับเวลา
- ปี พ.ศ. 2107 (ค.ศ. 1564) - วันที่ 15 กุมภาพันธ์ กาลิเลโอ เกิด ณ เมืองปิซา ประเทศอิตาลี
- ปี พ.ศ. 2117 (ค.ศ. 1574) - ย้ายที่อยู่ไปยังเมืองฟลอเรนซ์ และเข้าศึกษาต่อที่โบสถ์วอลลอมโบรซา
- ปี พ.ศ. 2124 (ค.ศ. 1581) - เข้าศึกษาในคณะแพทย์ศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยปิซา
- ปี พ.ศ. 2126 (ค.ศ. 1583) - ได้ค้นพบ กฏการแกว่งของลูกตุ้ม จากการแกว่งของโคมไฟ ณ มหาวิทยาลัยปิซา
- ปี พ.ศ. 2127 (ค.ศ. 1584) - มีทุนทรัพย์ไม่พอในการเรียน จึงลาออกจากมหาวิทยาลัยปิซา และกลับมายังเมืองฟลอเรนซ์
- ปี พ.ศ. 2132 (ค.ศ. 1589) - ได้รับตำแหน่งเป็นอาจารย์วิชาคณิตศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยปิซา
- ปี พ.ศ. 2133 (ค.ศ. 1590) - ได้ค้นพบ กฏการตกของวัตถุ โดยมีการทดลองที่ หอเอนเมืองปิซา
- ปี พ.ศ. 2135 (ค.ศ. 1592) - ได้เป็นอาจารย์วิชาคณิตศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยปาดัว
- ปี พ.ศ. 2142 (ค.ศ. 1599) - เริ่มชีวิตคู่ โดยแต่งงานกับ มารีนา กัมเบอร์
- ปี พ.ศ. 2152 (ค.ศ. 1609) - กาลิเลโอ ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์
- ปี พ.ศ. 2153 (ค.ศ. 1610) - ในเดือน มกราคม ได้ค้นพบดาวบริวารของดาวพฤหัสบดี และได้ออกหนังสือชื่อ The Starry Messenger และยังได้กลับมาเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยปิซาอีกครั้ง ด้วยความอนุเคราะห์ของ ดยุคเมดิชี
- ปี พ.ศ. 2185 (ค.ศ. 1642) - วันที่ 8 มกราคม กาลิเลโอ เสียชีวิตท่ามกลางลูกศิษย์ไม่กี่คน

สุนทรภู่


ประวัติสุนทรภู่
วัยเด็ก (พ.ศ.๒๓๒๙ - ๒๓๔๙) แรกเกิด - อายุ ๒๐ ปี
พระสุนทรโวหาร (ภู่) มีนามเดิมว่า ภู่ เป็นบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) และแม่ช้อย เกิดในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันจันทร์ เดือนแปด ขึ้นหนึ่งค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาสองโมงเช้า ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙ ที่บ้านใกล้กำแพงวังหลัง คลองบางกอกน้อย
สุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าจากกัน ฝ่ายบิดากลับไปบวชที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง ส่วนมารดา คงเป็นนางนมพระธิดา ในกรมพระราชวังหลัง (กล่าวกันว่าพระองค์เจ้าจงกล หรือเจ้าครอกทองอยู่) ได้แต่งงานมีสามีใหม่ และมีบุตรกับสามีใหม่ ๒ คน เป็นหญิง ชื่อฉิมและนิ่ม ตัวสุนทรภู่เองได้ถวายตัว เป็นข้าในกรมพระราชวังหลังตั้งแต่ยังเด็ก
สุนทรภู่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน สันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว เมื่อรุ่นหนุ่ม เกิดรักใคร่ชอบพอ กับนางข้าหลวง ในวังหลัง ชื่อแม่จัน ครั้นความทราบถึง กรมพระราชวังหลัง พระองค์ก็กริ้ว รับสั่งให้นำสุนทรภู่ และจันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน
เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. ๒๓๔๙ ทั้งสองก็พ้นโทษออกมา เพราะเป็นประเพณีแต่โบราณ ที่จะมีการ ปล่อยนักโทษ เพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลแด่ พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ ชั้นสูงเมื่อเสด็จสวรรคต หรือทิวงคตแล้ว แม้จะพ้นโทษ สุนทรภู่และจันก็ยังมิอาจสมหวังในรัก สุนทรภู่ถูกใช้ไปชลบุรี ดังความตอนหนึ่งในนิราศเมืองแกลงว่า
"จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา"
แต่เจ้านายท่านใดใช้ไป และไปธุระเรื่องใดไม่ปรากฎ อย่างไรก็ดี สุนทรภู่ได้เดินทางเลยไปถึงบ้านกร่ำ เมืองแกลง จังหวัดระยอง เพื่อไปพบบิดาที่จากกันกว่า ๒๐ ปี สุนทรภู่เกิดล้มเจ็บหนักเกือบถึงชีวิต กว่าจะกลับมากรุงเทพฯ ก็ล่วงถึงเดือน ๙ ปี พ.ศ.๒๓๔๙

วัยฉกรรจ์ (พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙) อายุ ๒๑ - ๓๐ ปี
หลังจากกลับจากเมืองแกลง สุนทรภู่ได้เป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสองค์เล็ก ของกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ในช่วงนี้ สุนทรภู่ก็สมหวังในรัก ได้แม่จันเป็นภรรยา
สุนทรภู่คงเป็นคนเจ้าชู้ แต่งงานได้ไม่นาน ก็เกิดระหองระแหงกับแม่จัน ยังไม่ทันคืนดี สุนทรภู่ก็ต้อง ตามเสด็จพระองค์เจ้า ปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาท จ.สระบุรี ในวันมาฆบูชา สุนทรภู่ได้แต่งนิราศ เรื่องที่สองขึ้น คือ นิราศพระบาท สุนทรภู่ตามเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือน ๓ ปี พ.ศ.๒๓๕๐
สุนทรภู่มีบุตรกับแม่จัน ๑ คน ชื่อหนูพัด แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนัก ในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไป พระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอก ทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดไว้ ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้คงโศกเศร้ามิใช่น้อย
ประวัติชีวิตของสุนทรภู่ในช่วงปี พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙ ก่อนเข้ารับราชการ ไม่ชัดแจ้ง แต่เชื่อว่าท่าน หนีความเศร้าออกไป เพชรบุรี ทำไร่ทำนาอยู่กับหม่อมบุญนาคในพระราชวังหลัง ดังความตอนหนึ่งในนิราศ เมืองเพชร ที่ท่านย้อนรำลึกความหลัง สมัยหนุ่ม ว่า
"ถึงต้นตาลบ้านคุณหม่อมบุญนาค เมื่อยามยากจนมาได้อาศัย
มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล มาทำไร่ทำนา ท่านการุญ"

รับราชการครั้งที่ ๑ (พ.ศ.๒๓๕๙ - ๒๓๖๗) อายุ ๓๐ - ๓๘ ปี
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นมหากวีและทรงสนพระทัยเรื่องการละครเป็นอย่างยิ่ง ในรัชสมัยของ พระองค์ ได้กวดขันการฝึกหัดวิธีรำจนได้ที่ เป็นแบบอย่างของละครรำมาตราบทุกวันนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละคร ขึ้นใหม่อีกถึง ๗ เรื่อง มีเรื่องอิเหนาและเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น
มูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการ น่าจะเนื่องมาจากเรื่องละครนี้เอง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีทอดบัตรสนเท่ห์ เพราะจากกรณี บัตรสนเท่ห์นั้น คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกประหารชีวิตถึง ๑๐ คน แม้แต่ นายแหโขลน คนซื้อกระดาษดินสอ ก็ยังถูกประหารชีวิต ด้วย มีหรือสุนทรภู่จะรอดชีวิตมาได้ นอกจากนี้ สุนทรภู่เป็นแต่เพียงไพร่ มีชีวิตอยู่นอกวังหลวง ช่วงอายุก่อนหน้านี้ก็วนเวียน และเวียนใจอยู่กับเรื่องความรัก ที่ไหนจะมี เวลามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง
(กรณีวิเคราะห์นี้ มิได้รับรองโดยนักประวัติศาสตร์ เป็นความเห็นของคุณปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ เขียนไว้ในหนังสือ "เที่ยวไปกับสุนทรภู่" ซึ่งเห็นว่ามูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้า รับราชการ น่าจะมาจากเรื่องละครมากกว่าเรื่องอื่น ซึ่งข้าพเจ้า พิเคราะห์ดูก็เห็นน่าจะจริง ผิดถูกเช่นไรโปรดใช้วิจารณญาณ)
อีกคราวหนึ่งเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ตอนศึกสิบขุนสิบรถ ทรงพระราชนิพนธ์บทชมรถทศกัณฐ์ว่า

"๏ รถที่นั่ง บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
สารถีขี่ขับเข้าดงแดน พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ"
ทรงพระราชนิพนธ์มาได้เพียงนี้ ทรงนึกความที่จะต่อไปอย่างไรให้สมกับที่รถใหญ่โตปานนั้นก็นึกไม่ออก
จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ สุนทรภู่แต่งต่อว่า

"นทีตีฟองนองระลอก กระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน
บดบังสุริยันตะวันเดือน คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา"

กลอนบทนี้เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก นับแต่นั้นก็นับสุนทรภู่เป็นกวีที่ปรึกษาด้วย
อีกคนหนึ่ง ทรงตั้งเป็นที่ขุนสุนทรโวหาร พระราชทานที่ให้ปลูกเรือนที่ท่าช้าง และให้มีตำแหน่งเฝ้าฯ เป็นนิจ
แม้เวลาเสด็จประพาสก็โปรดฯ ให้สุนทรภู่ลงเรือพระที่นั่งไปด้วย เป็นพนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน

ออกบวช (พ.ศ.๒๓๖๗ - ๒๓๘๕) อายุ ๓๘ - ๕๖ ปี

วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต นอกจากแผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิต ได้เป็นถึงกวีที่ปรึกษา ในราชสำนักก็หมดวาสนาไปด้วย

"ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งประมาทอีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมึนตึงต่อสุนทรภู่มา จนตลอดรัชกาลที่ ๒ ... "

จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพียงคิดได้ด้วยเฉพาะหน้าตรงนั้นก็ตาม สุนทรภู่ก็ได้ทำการไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย ประกอบกับ ความอาลัยเสียใจหนักหนาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ จึงลาออกจากราชการ และตั้งใจบวชเพื่อสนอง พระมหากรุณาธิคุณ สุนทรภู่ได้เผยความในใจนี้ ในตอนหนึ่ง ของนิราศภูเขาทอง ว่า

"จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"

เมื่อบวชแล้ว ท่านได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เล่ากันว่า ท่านได้เดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆ หลายแห่ง เช่นเมืองพิษณุโลก เมืองประจวบคีรีขันธ์ จนถึงเมืองถลางหรือภูเก็ต และเชื่อกันว่า ท่านคงจะเขียนนิราศเมืองต่างๆ นี้ไว้อย่างแน่นอน เพียงแต่ ยังค้นหาต้นฉบับไม่พบ

ชีพจรลงเท้าสุนทรภู่อีกครั้ง เมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ ถึงแก่อุตสาหะ ไปค้นหา ทำให้เกิด นิราศวัดเจ้าฟ้า และนิราศสุพรรณ ปี พ.ศ.๒๓๘๓ สุนทรภู่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ท่านอยู่ที่นี่ได้ ๓ พรรษา คืนหนึ่งเกิดฝันร้าย ว่าชะตาขาด จะถึงแก่ชีวิต จึงได้แต่งเรื่องรำพันพิลาป ซึ่งทำให้ทราบเรื่องราว ในชีวิตของท่านอีก เป็นอันมาก จากนั้นจึงลาสิกขาบทเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ เพื่อเตรียมตัวจะตาย



รับราชการครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๓๘๕ - ๒๓๙๘) อายุ ๕๖ - ๖๙ ปี

เมื่อสึกออกมา สุนทรภู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรง พระยศเป็นสมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โปรดอุปถัมภ์ให้สุนทรภู่ ไปอยู่พระราชวังเดิมด้วย ต่อมา กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงพระเมตตา อุปการะสุนทรภู่ด้วย กล่าวกันว่า ชอบพระราชหฤทัย ในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ นอกจากนี้ สุนทรภู่ยังแต่งเรื่อง สิงหไตรภพถวายกรมหมื่น อัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่ง

แม้สุนทรภู่จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและรักกลอนเป็นที่สุด ท่านได้แต่งนิราศไว้อีก ๒ เรื่องคือนิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ ขณะที่ท่านมีอายุ ได้ ๖๕ ปีแล้ว ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กลุ่มหินประหลาด สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge )



สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งราบว้างใหญ่ในบริเวณที่เรียกว่า ที่ราบซัลลิสเบอร์รี่ ในบริเวณตอนใต้ของอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันอยู่ในแนวนอน และบางอันก็ถูกวางซ้อนขึ้นไปข้างบน

สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบวัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมด มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า "ทุ่งมาล์โบโร" ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว
การก่อสร้างสโตนเฮนจจ์นั้นทำสืบเนื่องกันมาถึง 3-4 ระยะในช่วงเวลาประมาณ 1,500 ปี จากยุคหินตอนปลายจนถึงยุคสำริดตอนต้นแต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1,800-1,400 ปีก่อนคริสต์กาล ซากปรักหักพังที่หลงเหลืออยู่เป็นเพียงเงาของอีตาลอันรุ่นโรจน์ แนวหินกว่าครึ่งได้หักลงบ้าง หายไปบ้าง บางส่วนก็ทับถมกันอยู่ใต้ดิน การก่อสร้างเริ่มขึ้นในราว 2,8000 ปีก่อนคริสต์กาล (ผู้เชี่ยวชาญบางท่านก็ว่าเมื่อ 3,800 ปี) โดยเริ่มจากการขุดร่องวงกลมขนาดใหญ่ 56 หลุมเรียงเป็นวงกลมภายในวงดินนั้น หลุมเหล่านี้เรียกกันว่า หลุมออบรีย์ ตามชื่อจอห์น ออบรีย์ผู้ค้นพบในคริสต์ศตวรรษ 17 ปัจุบันหลุมดังกล่าวลาดทับด้วยปูบซีเมนต์ แต่หินแท่งแรกซึ่งเรียกกันว่าหินฮีล (Heel Stone) ที่ประจำอยู่ปากทางเข้าวงดินยังคงตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม หลุมซึ่งขุดเรียงกันเป็นวงกลมอีกสองวงถัดเข้าไปเรียกกันว่าหลุม Y และหลุม
วงหลุมทั้งสองนี้คั่นอยู่ระหว่างวงหลุมออบรีย์ที่เป็นวงนอกและวงแท่งหินขนาดมหึมาตรงใจกลางวงดินสันนิษฐานว่าวงหลุม Y และ Z อาจมีความสำคัญในเชิงดาราศาสตร์ ในราว 2,100 ปีก่อนคริสต์กาล มีการนำหินสีน้ำเงิน (bluestone) 80 ก้อนจากแคว้นเวลส์มาเรียงเป็นวงกลมสองวงซ้อนกันแต่ต่อมามีการนำแท่งหินทรายขนาดใหญ่ 30 แท่ง ที่เรียว่าหินซาร์เซน(sarsen) มาเรียงเป็นวงกลมวงเดียวแทนที่วงหินสี่น้ำเงิน


สองวงวงเดิมภายในวงหินทรายมีหมู่ หินเรียงเป็นรูปกึ่ง ๆ รูปเกือกม้าอีกสองหมู่หมู่ที่อยู่ด้านนอกประกอบด้วยหินทรายก่อเป็นรูปไตรลิธอนห้ากลุ่ม(Trilithon คือกลุ่มหินที่ประกอบด้วยหินสามแท่ง สองแท่งตั้งขึ้นคู่กันและแท่งที่สามวางพาดเป็นคานในแนวนอน) ส่วนเกือกม้าด้านในประกอบด้วยหินสีน้ำเงินขัดแต่ง 19แท่งสถาปัตยกรรมนี้เป็นความสำเร็จอันน่าทึ่งเมื่อคิดดูว่าเครื่องมือขุดดินที่ผู้สร้างในยุคหินใหม่ใช้เป็นเพียงเสียมที่ทำจากเขากวางแดงเท่านั้น ชาวแซกซันเป็นผู้ขนาดนามวงหินเหล่านี้ว่า สโตนเฮนจ์ซึ่งเแปลตรงตัวว่า หินที่แขวนอยู่ (Hanging Stone) ส่วนบันทึกจากสมัยกลางตั้งชื่อวงหินนี้อย่างไพเราะว่า กลุ่มยักษ์เริงระบำ (The Giants Dance)
แม้ว่านักวิชาการส่วนใหญ่จะเห็นพ้องต้องกันว่าสโตนเฮนจ์เป็นสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องลึกลับ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันมีไว้เพื่ออะไร มีการเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ นานา เช่น อินิโก โจนส์ สถาปนิกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เชื่อว่าสโตนเฮนจ์เป็นซากปรักหักพังของวิหารโรมัน แต่คนในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19ยืนยันว่าเป็นวิหารซึ่งพวกลัทธิดรูอิดใช้ประกอบพิธีบูชาพระอาทิตย์และบูชายัญมนุษย์ ความคิดนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เราะสโตนเฮนจ์นั้นสร้างเสร็จอย่างน้อย 1,000 ปีก่อนลัทธิดังกล่าวจะเฟื่องฟู กระทั่งเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้เองที่เราเริ่มได้ข้อเท็จจริงบ้าง นักโบราณคดี สามารถคำนวณหาอายุ และสรุปเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการก่อสร้างสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น


แต่ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงก็ยังนับว่าน้อยอยู่มาก หินซาร์เซนที่เรียงเป็นวงด้านนอกแต่ละก้อนสูง 5 ม และหนักประมาณ26 ตัน หินเหล่านี้ชักลากมาจากทุ่งโล่งมาร์ลโบโร ดาวน์ส (Marlborough Downs)ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 32 กม. แล้วนำมาขัดแต่งและประดิษฐ์ให้มีสลักและเดือยอย่างดี ทำหใแท่งหินคู่ที่ตั้งและคานหินที่ใช้พาดเกาะเกี่ยวกันอย่างมั่นคง ส่วนหินสีน้ำเงินก้อนใหญ่ที่สุดซึ่งหนักถึงสี่ตันนำมาจากภูเขาพรีเซลีทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์นั้น สันนิษฐานว่าใช้แพลำเลียงล่องมาตามชายฝั่งเวลส์และแม่น้ำเอวอน แล้วชักลากต่อมาทางบก นักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่า สโตนเฮนจ์เป็นสถานที่ประกอบพิธีฝั่งศพ โดยพิจารณาจากหลักฐานว่านอกเหนือจากสโตนเฮนจ์แล้ว มีการสร้างสุสานมูนดินในหลุมออบรีย์หลายหลุม แต่ก็มีหลักฐานหักล้างว่าหลุมดังกล่าวขุดขึ้นนานก่อนที่จะมีการเผาศพในบริเวณนี้ บ้างก็สันนิษฐานว่าหลุมออบรีย์อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งใน พิธีไหว้ด้วยสุรา เช่น ชาวนาอาจเทเหล้าองุ่นลงในหลุมเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าเปห่งธรรมชาติทั้งหลาย
วงหินสโตนเฮนจ์ก็อาจจะเป็นวิหารสำหรับทำพิธีบวงสรวงดังกล่าว ไม่นานมานี้ มีนักดาราศาสตร์คนหนึ่งได้อ้างว่าสามารถถอดรหัสแนวหินได้เขาเสนอว่าสโตนเฮนจจ์ คือ เครื่องคำนวญยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งใช้เป็นปฏิทินดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ เพราะแนวของหินกลุ่มก้องต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กับแนวการเคลื่อนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวพระเคราะห์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทฤษฏีทั้งหลายในปัจจจุบันจะมีตัวเลขและสถิติสนับเสนุนว่าเป็นจริง แต่ก็ยังไม่มีแนวคิดใดไขปริศนาลึกลับแห่งออีตของสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมบูรณ์

ตำนาน เฮอร์คิวลิส วีรบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในเทวตำนานกรีก( Berserker )


เฮอร์คิวลิส
ชื่อคลาส : เบอร์เซิร์คเกอร์ (Berseker)
ชื่อจริง : เฮอร์คิวลิส (Hercules อ่านแบบภาษาละติน) หรือ เฮอราเคลส (Herakles , Heracles อ่านแบบภาษากรีก)
ฉายา : วีรบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในเทวตำนานกรีก
ที่มา : เทวตำนานกรีก
ตำนาน : เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นที่เทพซุส (Zeus) ซึ่งมักจะไปมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ธรรมดาจำนวนมาก โดยครั้งหนึ่งเทพซุสได้ไปมีสัมพันธ์กับหญิงสาวนางหนึ่งที่ชื่อว่าอัลค์เมนี (Alcmene) โดยซุสได้ปลอมตัวเป็นสามีของหล่อนและมีความสัมพันธ์กับหล่อน ก่อนที่ตัวจริงจะกลับมาถึงในคืนนั้นเช่นกัน และด้วยเหตุนี้นี่เองนางอัลค์เมเน่จึงให้กำเนิดลูกฝาแฝดสองคนในภายหลัง คนหนึ่งนั้นถูกตั้งชื่อว่า Iphicles และเป็นมนุษย์ธรรมดา ส่วนอีกคนนั้นถูกตั้งชื่อที่มีความหมายว่า "เกียรติยศแห่งเทพเฮร่า (Hera)" แต่น่าเสียดายที่ความเป็นจริงนั้นเทพเฮร่าจงเกลียดจงชังเด็กคนนี้อย่างมาก เพราะเด็กคนนั้นคือเด็กที่ซุสให้กำเนิดขึ้นมาครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพ เฮอร์คิวลิส

เมื่อเฮอร์คิวลิสเกิดมาได้ไม่ได้นานนักเฮร่าก็ส่งงูพิษสองตัวเข้าไปยังเปลนอนของเฮอร์คิวลิส หมายจะฆ่าลูกของชู้รักให้ตาย แต่ผลออกมาตรงกันข้ามเมื่อเด็กน้อยนั้นได้บีบงูพิษทั้งสองตัวอยู่ในมือแต่ละข้าง และเหวี่ยงร่างกายอันไร้ชีวิตนั้นราวกับมันเป็นของเล่นเด็ก จากจุดนี้ทำให้ทุกคน ณ ที่แห่งนั้นทราบทันทีว่าเด็กน้อยคนนี้ จะเติบโตไปเป็นคนสำคัญเป็นแน่
เมื่อเติบโตขึ้นมาเฮอร์คิวลิสเองก็ได้รับการศึกษาตามค่านิยมของคนสมัยนั้น แน่นอนว่าวิชาที่เขาถนัดนั้นก็คือวิชาเกี่ยวกับการต่อสู้ทั้งหลายนั่นเอง และฝีมือของเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จักกันเมื่อเขาฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่า และได้ยกทัพไปจัดการกับกองทัพ Minyan และจากการเอาชนะข้าศึกได้ กษัตริย์แห่งเมืองธีเบส จึงได้ยกลูกสาว เมการ่า (Megara) ให้เป็นคู่ครอง ซึ่งทั้งคู่ก็ครองรักกันและมีลูกด้วยกันสามคน
ดูเหมือนว่าทุกคนจะยินดีกับการแต่งงานและการป้องกันเอกราชของเฮอร์คิวลิส เว้นแต่เพียงเทพีเฮร่าที่ยังคงแค้นเคืองเขาและได้ทำการส่งความบ้าคลั่งให้ไปเข้าสิงเฮอร์คิวลิส ผลก็คือเขาได้ทำการฆ่าทั้งภรรยาและลูกๆของเขา หลังจากได้สติ(บางตำนานว่าเขาได้สติเอง แต่บางเจ้าก็ว่าเทพีอาเธน่าเป็นคนปาหินใส่เขาจนได้สติ) เฮอร์คิวลิสก็ตกอยู่ในความเศร้าระทมอย่างมากและเกือบจะได้ทำการฆ่าตัวตายไป แต่ด้วยการห้ามปรามของเพื่อนของเขา(ซึ่งแต่ละตำราก็ว่ากันไปคนละคนละนะครับ) แต่เขาก็ยังทนอยู่ในเมืองธีเบสต่อไม่ได้และได้เนรเทศตัวเอง ก่อนที่จะออกเดินทางไปเจอกับ Oracle ผู้ทำนายที่เป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์กับเทพ โดย Oracle ได้แนะนำเขาให้ไปรับใช้กับกษัตริย์ที่ชื่อ ยูริสเทียส (Eurystheus) ผู้ซึ่งเป็นญาติห่างๆของเฮอร์คิวลิส และเป็นผู้มีจิตใจหยาบช้า โดยเขาได้สั่งให้เฮอร์คิวลิสที่มาถวายตัวรับใช้ให้ไปทำงาน 10 อย่าง แต่ยูริสเทียสนั้นได้บังคับให้เขาทำงานทั้งหมดสิบสองอย่างแทน(ส่วนนึงเพราะเทพีเฮร่าคอยยุยงให้ยูริสเทียสด้วยนั่นเอง งานที่มอบไปนั้นจึงเหมือนกับการส่งให้ไปตายทั้งสิ้น) โดยงานทั้งสิบสองอย่างนี้จะถูกเรียกว่า แรงงานทั้ง 12 ของเฮอร์คิวลิส (The Twelve Labours of Hercules) โดยมีรายชื่องานดังต่อไปนี้


1. การล่าสิงโตเมืองนีเมีย (The Nemean Lion)
เป็นงานแรกของเฮอร์คิวลิสซึ่ง ยูริสเทียส สั่งให้เขาไปนำหนังสิงโตจากเมืองเนเมีย ซึ่งสิงโตที่นั่นก็แข็งแกร่งจนอาวุธทำอะไรไม่ได้ เฮอร์คิวลิสจึงต้องทำการฆ่าสิงโตด้วยมือเปล่า สุดท้ายเขาก็สามารถนำหนังสิงโตกลับไปให้ยูริสเทียสได้สำเร็จ แต่ยูริสเทียสนั้นไม่รับไว้เนื่องจากหวาดกลัวความสามารถของเฮอร์คิวลิส จึงเป็นต้นเหตุทีทำให้รูปปั้นส่วนใหญ่ของเฮอร์คิวลิสนั้นคลุมหนังสิงโตอยู่เสมอนั่นเอง


2. การปราบ Hydra (The Lernean Hydra)
งานชิ้นที่สองของเฮอร์คิวลิส โดยเขาได้รับคำสั่งให้ไปจัดการงูหลายหัว ไฮดรา ที่หนองน้ำเลอร์นา(Lerna)ซึ่งอยู่ใกล้ๆแถวนั้น เนื่องจากมันมักจะออกมาทำร้ายคนอื่นเสมอ งานนี้เฮอร์คิวลิส มีผู้ช่วยชื่อไอโอลอส (Iolaus และเขาไม่ได้ใส่เกราะโกลด์เซนต์นะครับ) ซึ่งงูไฮดร้านนี้แท้จริงแล้วเป็นอมตะอยู่หนึ่งหัวและสามารถงอกหัวใหม่มาได้เรื่อยๆ เฮอร์คิวลิสจึงทำการจัดการหัวที่ไม่ได้เป็นอมตะและมีไอโอลอสคอยไล่จุดไฟใส่หัวไม่อมตะพวกนั้นเพื่อไม่ให้มันงอกขึ้นมาได้ใหม่ และหัวสุดท้ายที่เป็นอมตะนั้นเฮอร์คิวลิสได้ฝังมันไว้ใต้หินใหญ่ข้างถนน ระหว่างเมืองอีเลอุส (Elaeus) กับเมืองเลอนา ทว่าเมื่อเฮอร์คิวลิสกลับไปรายงานยูริสทีส เขาก็เจอยูริสทีสปฏิเสธที่จะรับงานนี้เป็นหนึ่งในงานสิบอย่างที่ Oracle กำหนดไว้เนื่องจากงานนี้มีไอโอลอสเป็นผู้ช่วยนั่นเอง


3. การพากวางแดง (The Hind of Ceryneia)
งานที่สามของเฮอร์คิวลิสนั้นเป็นเหมือนงานที่ไม่ยากอะไรนักกับชายที่กำหราบสิงโตได้แต่ทว่ากวางตัวที่เขาต้องไปล่านั้นเป็นกวางวิเศษ ณ เมืองเซริเนีย อีกทั้งกวางตัวนี้ยังเป็นกวางวิเศษของเทวีแห่งดวงจันทร์ อาร์เทมิส (Artemis) ด้วยเหตุนี้เขาจึงหลีกเลี่ยงที่จะฆ่ากวางตัวนี้ นอกจากนั้นแล้วกวางตัวนี้ยังมีความไวสูงจนธนูไม่สามารถต้องตัวของมันได้อีกด้วย เหตุนนี้เองเฮอร์คิวลิสจึงพยายามไล่ล่ามันอยู่หนึ่งปี จนกระทั่งกวางตัวนั้นเหนื่อยอ่อน เฮอร์คิวลิสจึงสามารถจับมันได้ในที่สุด แต่เมื่อเขาจับกวางได้แล้วเขาก็ได้พบกับ อาร์เทมิส ซึ่งมาพร้อมกับ เทพอพอลโล (Apollo) เฮอร์คิวลิสอธิบายเหตุผลที่เขาต้องทำแบบนี้ให้เทพทั้งสองฟัง อาร์เทมิส จึงยินยอมให้เขายืมกวางไป และเมื่อเฮอร์คิวลิสได้มอบกวางให้ยูริสเทียสนั้นเขาก็เจตนาปล่อยกวางให้ห่างจากตัวยูริสเทียสทำให้กวางวิเศษสามารถวิ่งหนีกลับไปหาอาร์เทมิสได้


4. การพาหมูป่ากลับมาเป็นๆ (The Erymanthian Boar)
หลังจากที่ยูริสเทียสล้มเหลวที่จะจัดการเฮอร์คิวลิสด้วยสามงานแรกแล้ว เขาก็มอบงานต่อไปนั่นก็คือการไปจับหมูป่าที่ทำร้ายคนอยู่บริเวณเขาอีรีแมนทัส โดยงานนี้เฮอร์คิวลิสได้ไปขอคำปรึกษาจาก Centaur สองตนนั่นคือ Chiron กับ Pholus ซึ่งคำปรึกษาที่เขาได้รับมาก็คือการไล่หมูป่าตัวนั้นให้เข้าไปยังบริเวณที่มีหิมะปกคลุมก่อนที่จะจับมันซะ ซึ่งเฮอร์คิวลิสก็ได้ตะโกนไล่หมูป่าจนมันติดกับตามแผน สุดท้ายเขาก็พามันกลับไปให้ยูริสเทียสได้สำเร็จ แต่ยูริสเทียสก็เกิดอาการหวาดกลัวมากทั้งสัตว์ร้ายและคนที่กำหรายมันได้จนถึงขนาดที่เขาต้องหลบไปอยู่ในตุ่มใบหนึ่งทีเดียว


5. การทำความสะอาดคอกปศุสัตวเมือง Augeas (The Augean Stables clean up)
เมื่อยูริสเทียสล้มเหลวในการเอาชีวิตของเฮอร์คิวลิสมาถึงสี่ครั้ง งานครั้งที่ห้านี้จึงหมายที่จะทำลายศักดิ์ศรีของเฮอร์คิวลิสแทนโดยการให้เขาไปทำความสะอาดคอกปศุสัตว์ของเมือง Augeas ซึ่งจริงๆแล้วเป็นคอกปศุสัตว์ที่เทพประธานมาให้จึงมีความกว้างใหญ่ไพศาลและจำนวนสัตว์มากมาย แต่เฮอร์คิวลิสกก็ได้ไปตกลงกับกษัตริย์ของเมืองนี้ว่าถ้าหากเขาสามารถทำความสะอาดได้ภายในวันเดียว เขาจะขอปศุสัตว์จำนวนหนึ่งในสิบ ของกษัตริย์เป็นรางวัลตอบแทน ซึ่งกษัตริย์ก็ตกลงเพราะเขาไม่คิดว่าเฮอร์คิวลิสจะทำได้ แต่เฮอร์คิวลิสก็ทำได้โดยการทำทางเชื่อมน้ำระหว่างแม่น้ำสองเส้น จนทำให้น้ำนั้นล้างคอกปศุสัตว์จนเรียบร้อย เขาจึงไปทวงถามถึงรางวัลที่เขาควรได้รับแต่กษัตริย์แห่ง Augeus ก็ได้ปฏิเสธเมื่อทราบว่าเฮอร์คิวลิสเป็นของยูริสเทียส จนกระทั่งต้องมีเรื่องขึ้นศาลกันในที่สุดซึ่งผลปรากฏว่าเฮอร์คิวลิสชนะคดีไป แต่เมื่อชนะความมาแล้วเขาก็ไม่ได้รับรางวัลจากกษัตริย์แห่ง Augeus เนื่องจากกษัตริย์แห่ง Augeus ไล่ให้เฮอร์คิวลิสออกจากเมืองของตนหลังแพ้คดี (ชนะศาลแต่ไม่มีสิทธิ์อยู่ในเมืองก็เลยชวดของรางวัลไปอะไรแบบนั้นล่ะครับ) และยูริสเทียสก็ไม่นับให้งานนี้เป็นหนึ่งในงานสิบอย่างที่ Oracle กำหนดไว้ด้วยเหตุผลที่ว่าเฮอร์คิวลิสร้องขอของรางวัลจากกษัตริย์ Augeus แล้ว


6. การขับไล่นกที่เมือง Stymphalos (The Stymphalian Birds)
แม้ว่าจะฝ่าฟันงานอันตรายมาแล้วห้างานแต่ยูริสเทียสก็ยังคงสั่งการให้เฮอร์คิวลิสไปทำงานที่ยากยิ่งอีกชิ้นหนึ่งนั่นก็คือการให้เฮอร์คิวลิสไปขับไล่ฝูงนกดุร้ายจำนวนมหาศาลที่เมืองสติมฟาลอสที่คอยทำลายพืชผลแถบนั้น(แต่บางตำราก็เชื่อว่านกพวกนี้กินคนด้วย) ด้วยจำนวนอันมหาศาลของมันจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะขับไล่พวกมันออกไปได้ด้วยตัวคนเดียว เมื่อเป็นเช่นนี เทพีอาเทน่า (Athena) จึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเฮอร์คิวลิสโดยนางได้มอบ Krotala (เครื่องดนตรีโลหะที่ทำหน้าทีให้จังหวะคล้ายฉิ่งหรือกรับ)ที่สร้างขึ้นโดย เทพเฮฟาเอสตัส(Hephaestus)เทพแห่งการตีเหล็ก จากนั้นเฮอร์คิวลิสก็ทำการตี Krotala นี้จนเกิดเสียงดังก้องทำให้นกพวกนี้ต้องบินออกมา ในจังหวะนั้นเองเฮอร์คิวลิสก็ระดมยิงธนู(บ้างก็ว่ายิงหินใส่)จนนกเหล่านั้นล้มตายลง และตัวที่รอดชีวิตก็ไม่เคยกลับมาแผ่นดินกรีซอีกเลย


7. การปราบวัวกระทิงเมือง Crete (The Cretan Bull)
สำหรับภารกิจนี้เหมือนเป็นงานเบาๆสำหรับเฮอร์คิวลิสครับเพราะเขาเพียงแค่ไปจัดการปล้ำวัวที่อาละวาดในเมือง เครเต้ (Crete) ตามคำขอของกษัตริย์ ไมนอส (Minos) ซึ่งงานนี้ก็จบลงอย่างรวดเร็วเพราะเฮอร์คิวลิสสามารถเอาชนะวัวได้ในเวลาไม่นานและเมื่อเขานำวัวนี้กลับไปให้ยูริสเทียส ยูริสเทียสก็สั่งให้เขาปล่อยวัวนี้ไป(เพราะมันดุและอาละวาดหนักเกินกว่าคนธรรมดาจะรับมือไหว) สิ่งพิเศษสำหรับภารกิจนี้อยู่ที่ตัวของ "วัว" ครับ เพราะมันเป็นวัวของเทพโปเซดอนและเป็น "พ่อ" ของตัวประหลาดที่มีร่างเป็นคนแต่หัวเป็นวัวอย่าง มิโนทอร์(Minotaur) ด้วยครับ


8. การพาม้ากินคนของ Diomedes กลับมา (The Man-Eating Horses of Diomedes)
เมื่อจบงานวัวกระทิง ยูริสเทียสก็ส่ง Herakles ให้ไปพาเอาม้ากินคนของไดโอมิดิส (Diomedes กษัตริย์ชนเผ่า Bistones) กลับมาที่มีเซเนีย นักเขียนหลายคนที่เล่าถึงเรื่องนี้แตกต่างกันออกไปอะพอลโลโดรุส (Apollodorus) เล่าว่า Herakles ไปกลับกลุ่มชายหนุ่มอาสาสมัคร เมื่อเอาชนะบรรดาคนดูแลม้า และบังคับม้าไปถึงทะเล ไดโอมิดิสก็พาบรรดาทหารตามมาทัน Herakles ก็ปล่อยให้เด็กหนุ่มชื่อ Abderos ดูแลม้า ในขณะที่ Herakles ไปต่อสู้กับทหาร ซึ่งม้าฝูงนี้ มีกำลังเป็นต่อหนุ่มน้อยผู้เคราะห์ร้าย เมื่อฝูงม้าทำร้ายชายหนุ่มแล้วก็ลาก Aberos ไปรอบ ๆ จนกระทั่งชายหนุ่มเสียชีวิต เมื่อ Herakles เอาชนะชาว Bistones และฆ่าไดโอมิดิสได้ ก็ตั้งเมืองชื่อ Abdera เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่ Abderos
ส่วน ยูริพิดิส (Euripides) กวีอีกคนหนึ่งเล่าว่า Herakles ได้ทำงานนี้โดยลำพัง ม้ากินคนพวกนี้ เป็นม้าเทียมรถของไดโอมิดิส และ Herakles ได้จับม้าเหล่านี้ ลากรถกลับมามีเซเนีย หลังจากที่ภาระกิจเสร็จสิ้น ยูริสเทียสก็ปล่อยม้าเป็นอิสระ บรรดาม้าก็พเนจรไปเรื่อย จนกระทั่งถึงเขาโอลิมปุส ที่สถิตย์ของทวยเทพ และถูกสัตว์ร้ายในบริเวณนั้นจับกินเป็นอาหารจนหมด


9. การนำเอาเข็มขัดของ Hippolyte มา (Hippolyte's Belt)
หลังจากงานง่ายๆและงานเร้าใจได้ผ่านไป ยูริสเทียสก็พยายามที่จะหางานโหดหิดมาให้เฮอร์คิวลิสอีกครั้งโดยครั้งนี้ยูริสเทียสสั่งให้เฮอร์คิวเลียสไปนำเข็มขัดของ ฮิปโพลิที(Hippolyte)ยอดนักรบแห่งเผ่าอเมซอน(เผ่านักรบหญิงล้วน)ซึ่งจรีงๆแล้วเข็มขัดนี้ก็เป็นของที่หล่อนได้รับมาจากอาเรส(Ares)เทพแห่งการรบซึ่งเป็นบิดา ยูริสเทียสต้องการให้เฮอร์คิวลิสนำเข็มขัดเส้นนั้นมาเป็นของกำนัลให้กับลูกสาวของยูริสเทียสเอง งานนี้เหมือนจะง่ายดายในทีแรกเมื่อฮิปโพลิทีต้อนรับเฮอร์คิวลิสและรับปากว่าจะมอบเข็มขัดนี้ให้แก่เขา แต่สุดท้ายเรื่องราวกก็วุ่นวายด้วยฝีมือของเทพีเฮร่าที่ปลอมตัวมายุยงคนในเผ่าว่าเฮอร์คิวลิสนั้นจะมาฆ่าหัวหน้าเผ่า จนทำให้ทั้งเผ่าหันอาวุธใส่เฮอร์คิวลิส เหตุนี้เองเฮอร์คิวลิสจึงได้ฆ่าฮิปโพลิทีและชิงเข็มขัดของเธอมา(แต่บางตำราก็ว่า เฮอร์คิวลิสไม่ได้ฆ่าเธอ เขาเพียงป้องกันตัวก่อนที่จะจับฮิปโพลิทีข่มขืนและจากนั้นทั้งเผ่าก็ยอมสยบต่อสามีคนใหม่ของหัวหน้าเผ่า) จากนั้นเขาจึงเอาเข็มขัดกลับไปมอบให้ยูริสเทียส


10. การปล้นคอกปศุสัตว์ของ Geryon (The Cattle of Geryon)
งานชิ้นที่สิบนี้เป็นงานที่ใช้เวลายาวนานสำหรับเฮอร์คิวลิสโดยเขาต้องบุกไปขโมยฝูงสัตว์ในคอกปศุสัตว์ของ Geryon นักรบที่เป็นบุตรของยักษ์ผู้มี สามหัว และ สามลำตัวเชื่อมติดอยู่กับขาเพียงคู่เดียว เมื่อเฮอร์คิวลิสเดินทางไปถึงเอริเธีย (Erytheia) เขาก็ได้พบกับ Orthus สุนัขสองหัวที่เป็นน้องของ สุนัขสามหัวที่เฝ้าประตูนรก Cerberus ซึ่งเฮอร์คิวลิสก็จัดการกับหมาน้อย(?)สองหัวได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะจัดการคนเฝ้ายาม Eurythion อย่างรวดเร็วเช่นกัน จากนั้นเฮอร์คิวลิสก็ได้ปะทะกับ Geryon และยิง Geryon ตายด้วยธนูในที่สุด
ถึงแม้จะดูเหมือนว่างานหนักได้ผ่านไปแล้วแต่ส่วนยากของงานนั้นเพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อเฮอร์คิวลิสต้องนำสัตว์ทั้งหมดนั้นกลับไปมอบให้ยูริสเทียส ระหว่างทางนั้นมีเฮอร์คิวลิสโดน Cacus สัตว์ประหลายที่เป็นบุตรของ Hephaestus ขโมยวัวไปซึ่งเขาก็ได้รับความช่วยเหลือจาก Caca ในการบอกที่ซ่อนของ Cacus แล้วเขาก็สังหาร Cacus พร้อมกับนำวัวเดินทางต่อ อีกพักหนึ่งวัวตัวหนึ่งก็กระโดดลงน้ำและหนีไปทางเกาะซิซิลีของอิตาลีในบัจจุบัน เนื่องจากว่าวัวในภาษากรีกนั้นเรียกว่า "Italus" ดินแดนแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า "Italy" จากนั้นแล้วเทพีเฮร่าก็ได้ส่งเหลือบเข้ามากวนวัวทำให้วัวแตกตื่นและกระจัดกระจายกันไป ทำให้เฮอร์คิวลิสต้องเสียเวลาไปรวบรวมวัวอีกครั้งก่อนที่จะเผชิญกับสัตว์ประหลาดอีกตนหนึ่ง ก่อนที่จะส่งมอบวัวเหล่านี้ให้ยูริสเทียสไปบูชายัญให้กับเทพีเฮร่า


11. การนำเอาแอปเปิลของ Hesperides (The Apples of the Hesperides)
หลังจากผ่านงานที่ใช้เวลายาวนานไปอีกหนึ่งชิ้น ยูริสเทียสก็สั่งการให้เฮอร์คิวลิสไปนำแอปเปิ้ลทอง ซึ่งเป็นแอปเปิ้ลที่เทพแห่งผืนปฐพีไกอา (Gaia) มอบให้เป็นของขวัญแต่งงานเมื่อครั้งที่เทพีเฮร่าได้แต่งงานกับมหาเทพ ซุส(Zeus) ซึ่งต้นแอปเปิ้ลนี้ถูกคุ้มกันโดยมังกรร้อยหัว Ladon และยังมีนางไม้ Hesperides ดูแลอยู่อีกด้วย และด้วยความที่เฮอร์คิวลิสไม่ทราบว่าต้นแอปเปิ้ลนี้ตั้งอยู่ที่ใด เขาจึงออกเดินทางไปทั่วจนกระทั่งเขาได้ข้อมูลของสวนจากการเอาชนะเทพแห่งทะเลผู้ถนัดการเปลี่ยนร่าง เนริอุส (Nereus) ก่อนที่จะได้ปลดปล่อยโปรมิเธียส (Prometheus) ซึ่งโดนกักขังอยู่ โดยโปรมิเธียสได้ให้คำแนะนำกับเฮอร์คิวลิสว่าเขาไม่จำเป็นต้องไปแย่งแอปเปิ้ลมาด้วยตัวเองแต่เขาสามารถขอให้ ยักษ์ไททัน (Titan)ที่มีชื่อว่า แอตลาส(Atlas) ซึ่งทำหน้าที่แบกโลกและท้องฟ้าเป็นคนไปขอแอปเปิ้ลนี้มาได้เนื่องจากว่า แอทลาสเป็นพ่อของ Hesperides
เฮอร์คิวลิสที่ได้รับฟังดังนั้นก็รีบไปหาแอตลาสแล้วก็ตกลงว่าเขาจะแบกโลกให้ระหว่างที่แอตลาสไปขอแอปเปิ้ลทองมาจากลูกสาวของตน หลังจากที่แอตลาสได้แอปเปิ้ลมาเรียบร้อยแล้วเขาก็กลับไปหา แต่ตอนนี้เขาไม่อยากจะกลับไปแบกโลกไว้อีกแล้วแอตลาสจึงบอกกับเฮอร์คิวลิสว่าเขาจะนำแอปเปิ้ลไปให้ยูริสเทียสเอง แต่ก่อนที่แอตลาสจะได้ทำตามใจหวังเฮอร์คิวลิสก็ออกอุบายว่าเขาอยากหาอะไรมารองไหล่สักหน่อยแอตลาสจึงวางแอปเปิ้ลและรับโลกจากเฮอร์คิวลิสและในจังหวะนั้นเองเฮอร์คิวลิสก็คว้าแอปเปิ้ลทองแล้วก็รีบวิ่งเอาแอปเปิ้ลไปมอบให้ยูริสเทียสทันที
แม้ว่ายูริสเทียสจะได้แอปเปิ้ลนี้มาจากเฮอร์คิวลิส แต่เนื่องจากมันเป็นผลไม้ของเหล่าทวยเทพ(และอาจจะเป็นชะตากรรมที่ยูริสเทียสแทบจะไม่ได้ครอบครองอะไรที่เฮอร์คิวลิสเอามาให้เลย) ยูริสเทียสก็ต้องมอบมันคืนให้กับเทพีอาเธน่าก่อนที่เทพีจะนำผลไม้ไปคืนสู่ที่ๆมันควรจะอยู่


12. การพาเอา Ceberus กลับมาเป็น ๆ (Ceberus)
และนี่เป็นภารกิจสุดท้ายของเฮอร์คิวลิส โดยครั้งนี้เขาจะต้องทำในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดทำได้มาก่อน นั่นคือการนำสุนัขเฝ้าประตูนรก เซอร์เบรัส (Cerberus)ขึ้นมาให้ยูริสเทียส เฮอร์คิวลิสได้เดินทางไปเมือง Eleusis และเข้าร่วมกับกลุ่ม Eleusinian จนสุดท้ายเขาก็ได้รับรู้วิธีการเข้า-ออกดินแดนแห่งความตายจากนักบวชในกลุ่ม แล้วเขาก็เดินทางไปสู่ Taeranum และสามารถลงไปยังดินแดนแห่งความตายโดยที่ตนเองยังไม่ตายได้สำเร็จ จากนั้นเฮอร์คิวลิสก็ประสบกับเรื่องต่างๆอีกมากมายทั้งเจอกับผี , ช่วยวีรบุรุษ , เล่นมวยปล้ำกับเหล่าผู้คุมแดนแห่งความตาย ฯลฯ จนสุดท้ายเขาก็ได้พบกับเซอร์เบรัส
สำหรับการพาตัวเซอร์เบรัสกลับมาบนโลกนั้นก็มีกล่าวกันไปแล้วแต่ผู้เล่าตัวอย่างเช่น ตำนานหนึ่งกล่าวว่าเฮอร์คิวลิสได้ปล้ำเซอร์เบรัสจนสามารถลากมันกลับมาบนโลกได้ อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่าเฮอร์คิวลิสได้ร้องขอเฮเดส(Hades)ผู้ครองดินแดนความตาย เฮเดสจึงบอกให้เขานำเซอร์เบรัสกลับไปได้เพียงแต่ห้ามให้มันต้องแผลจากอาวุธใดๆทำให้เฮอร์คิวลัสต้องกอดรัดเซเบรัสไว้แล้วปล่อยให้หางที่เป็นงูนั้นเข้ามากัดตัวของตัวเองจนกระทั่งเฮอร์คิวลิสนำมันไปให้ยูริสเทียส อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่าเซอร์เบรัสที่เห็นเฮอร์คิวลิสนั้นได้ตามเฮอร์คิวลิสกลับไปบนโลกอย่างโดยดี
ไม่ว่าเฮอร์คิวลิสจะนำพามันมาด้วยวิธีใดก็ตามสุดท้ายเฮอร์คิวลิสก็นำสุนัขเฝ้าประตูนรกนี้ไปให้ยูริสเทียสได้ และเป็นอีกครั้งที่ยูริสเทียสกระโดดหลบหลงไปในไหแถวนั้นด้วยความกลัว และนี่ก็เป็นจุดสิ้นสุดของภารกิจทั้งสิบสองของเฮอร์คิวลิส


ในบั้นปลายชีวิตเฮอร์คิวลิสได้แต่งงานอีกครั้งกับ Deianira ซึ่งหล่อนนั้นได้โดนหลอกล่อให้เอาเลือดของเซนทอร์(คนครึ่งม้า)ตัวหนึ่งไปป้ายเสื้อของเฮอร์คิวลิสเพื่อที่จะทำให้เขารักเขาหลง แต่จริงๆแล้วเลือดของเซนทอร์ตัวนั้นมีพิษอยู่จึงทำให้ผิวของเฮอร์คิวลิสนั้นได้รับแผลราวกับถูกไฟเผาตลอดเวลา เขาจึงขึ้นไปก่อกองไฟบนภูเขา โอต้า (Oeta) เพื่อที่จะได้ตายอย่างสงบ และได้ขอให้ ฟิลอคเทเทส (Philoctetes) จุดไฟให้ โดยเฮอร์คิวลิสได้มอบธนูให้ของตนเองกับฟิลอคเทเทสซึ่งต่อมา Philoctetes ก็ได้นำธนูนั้นไปใช้ในศึกกรุงทรอย หลังจากนั้นเชื่อกันว่าเฮอร์คิวลิสได้ถูกเทพีอาเธน่าพาไปสู่สวรรค์และกลายเป็นเทพเต็มตัวไป(บางตำราว่าร่างของเขาโดนไฟลุกท่วมทำให้ร่างมนุษย์ของเขาถูกทำลายลง คงเหลือไว้เพียงร่างเทพเท่านั้น)

อาวุธ : ตามตำนานแล้วเฮอร์คิวลิสใช้อาวุธหลากหลายทั้งดาบ กระบอง และ ธนู