วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันพ่อ 5 ธันวามหาราช วันพ่อแห่งชาติ




ทุกบุปผา มาลัยคือใจราษฎร์
ภักดีบาทองค์บพิตรเป็นนิจสิน
พระ คือ บิดาข้าแผ่นดิน
ร่วมร้อยรินมาลัยถวายพระพร
ลุ ๕ ธันวามหาราช
"วันพ่อแห่งชาติ" คือองค์อดิศร
พระเปี่ยมล้นด้วยเมตตาเอื้ออาทร
พสกนิกรเป็นสุขทุกคืนวัน


5 ธันวา วันพ่อ ก่อเกิดสุข สร้างเสริมลูก เผ่าไทย ขยายผล
ลูกขอกราบ แทบเท้า เอามงคล ลูกทุกคน รักพ่อ ขอแทนคุณ
งานพ่อหนัก ลูกประจักษ์ ในดวงจิต ขออุทิศ กายใจ สนับสนุน
ลูกทุกคน รักพ่อ พร้อมเทิดทูน ขอเนื้อบุญ จงบันดาล ผสานใจ
ทั่วแผ่นดิน ถิ่นแคว้น แดนเหนือใต้ ทรงห่วงใย เสริมสร้าง ทางสดใส
ให้รักษ์น้ำ รักษ์ดิน ตราบสิ้นใจ ขาดสิ่งใด ก็ไร้ค่า พาเศร้าตรม
เมื่อดินดำ น้ำชุ่ม ไม่กลุ้มจิต สร้างชีวิต เสริมชีวา พาสุขสม
สุขภาพดี ถ้วนหน้า ธันวาคม ชาวโลกชม พ่อไทย จากใจจริง


วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต
นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริ่เริ่ม


ความเป็นมาวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวา ( วันพ่อ )

5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางราชการได้กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการหนึ่งวัน เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้ร่วมกันเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ถือเป็นวันพ่อแห่งชาติ อีกวันหนึ่งด้วย วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความเป็นมาของวันสำคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น นครบอสตัน สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์วิทท์มอร์ เป็นผู้ถวายการประสูติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 9 แห่งบรมจักรีวงศ์ กรุงรัตนโกสินทร์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจและเจริญพระราชจริยาวัตรเป็นเอนกประการ จำเนียรกาลผ่านมาถึงปัจจุบันที่สุดจะพรรณนาให้ครบถ้วนได้ ท่ามกลางมหาสมาคมวันพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ทรงมีกระแสพระราชดำรัสที่พสกนิกรทุกคนยังจดจำได้ "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม" อันคำว่าโดย "ธรรม" นั้น ทรงหมายถึง ธรรมอันล้ำเลิศที่เรียกว่า "ทศพิธราชธรรม" หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า "ราชธรรม 10 ประการ" ราชธรรม 10 ประการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดมั่นทรงปฎิบัติโดยเคร่งครัด และส่งผลถึงพสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักรนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเหนือเกล้าฯ



วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริ่เริ่ม หลักการและเหตุผลในการจัดตั้งวันพ่อ โดยที่พ่อเป็นผู้มีพระคุณที่มีบทบาทสำคัญ ต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสมควรที่สังคมจะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น "วันพ่อแห่งชาติ" ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างนานัปการ ทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงรักใคร่และห่วงใยตั้งแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งพระเจ้าหลานเธอทุกพระองค์ต่างซาบซึ้งและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น "พ่อ" ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้

กิจกรรมที่ควรปฎิบัติในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว1.ประดับธงชาติที่อาคารบ้านเรือน
2.จัดพิธีศาสนสงฆ์ ทำบุญใส่บาตร อุทิศเป็นพระราชกุศล น้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล
3.จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

วัตถุประสงค์ของการจัดวันพ่อแห่งชาติ

1. เพื่อเทิดทูนพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2. เพื่อเทิดทูนพระคุณของพ่อ และยกย่องบทบาทของพ่อที่มีต่อครอบครัวและสังคม
3. เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูต่อพ่อ
4. เพื่อให้ผู้เป็นพ่อได้สำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วันต้านเอดส์โลก วันเอดส์โลก (1 ธันวาคม)

วันต้านเอดส์โลก วันเอดส์โลก1 ธันวาคม ของทุกปี

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดเอา วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปีเป็น"วันโลกต้านเอดส์" (WORLD AIDS DAY) และในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ถือว่า เป็นวันโลกต้านเอดส์ครั้งแรก

ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2532 ถือว่าเป็นวันโลกต้านเอดส์ครั้งแรก มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์หลายรูปแบบพร้อมกันทั่วโลก

โดยตั้งความหวังไว้ว่า
1.จะพยายามหยุดยั้งโรคเอดส์
2.ให้ความเห็นใจ ห่วงใย ต่อผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์
3.ให้ทุก ๆ คนได้รู้เรื่องโรคเอดส์

จากการที่องค์การอนามัยโลก ได้ให้ความสำคัญของโรคเอดส์ดังกล่าว ย่อมเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า โรคเอดส์เป็นโรคที่มีความรุนแรง มีผลกระทบต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคมและต่อประเทศชาติ ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมากมาย

โรคเอดส์ (Acquired Immune Deficiency Syndrome) AIDS

A = Acquired หมายถึง ภาวะที่เกิดขึ้นภายหลังไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิด หรือไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
I = Immune หมายถึง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
D = Deficiency หมายถึง ความบกพร่อง ความเสื่อม
S = Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการของโรค ซึ่งมีอาการหลายลักษณะตามระบบต่าง ของร่างกาย

โรคเอดส์ (AIDS) หรือ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเซียนซีไวรัส (Human Immunodeficiency Virus) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า เอชไอวี (HIV) ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้กันต่ำลงเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกไวรัสทำลายและเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ ที่เข้ามาซ้ำเติมในภายหลัง (เรียกว่าโรคฉวยโอกาส) เช่น วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในระบบโลหิต เชื้อรา ฯลฯ
เชื้อไวรัสเอดส์นี้มีหลายสายพันธุ์

สายพันธุ์หลักดั้งเดิม ได้แก่ เอชไอวี-1 (HIV-1) ซึ่งแพร่ระบาดในแถบสหรัฐอเมริกา ยุโรป และแอฟริกา กลาง
สายพันธุ์เอชไอวี-2 (HIV-2) แพร่ระบาดในแถบแอฟริกาตะวันตก นอกจากนั้นยังมีสายพันธุ์ย่อยอื่น ๆ อีกมากมายตามเวลาที่ผ่านไป ทั้งนี้เนื่องจากเชื้อไวรัสเอดส์นี้สามารถกลายพันธุ์ได้ง่าย
อาการติดเชื้อเอดส์แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1
กลุ่มผู้ที่ตรวจพบเชื้อไวรัสเอดส์แต่ยังไม่ปรากฎอาการผิดปกติแต่อย่างใด บุคคลกลุ่มนี้จัดเป็นพาหะนำโรคซึ่งสามารถแพร่เชื้อไปสู่บุคคลอื่นได้อย่างไม่จำกัดจำนวนนับว่าเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่สำคัญ เพราะผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ เป็นเวลานาน หากไม่มีการตรวจพบเชื้อจะไม่มีทางทราบได้เลย ว่าบุคคลนี้มีเชื้อไวรัสเอดส์อยู่ในร่างกาย จนกว่าจะมีอาการป่วยปรากฎออกมาให้เห็น

ระยะที่ 2
เป็นอาการที่พบได้ก่อนที่จะปรากฎอาการป่วยเป็นโรคเอดส์ (AIDS-Relate Complex) หรืออาจเรียกว่า กลุ่มอาการ ARC หมายถึง กลุ่มที่มีอาการ จะสังเกตได้จากอาการเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุในระยะนี้สามารถตรวจพบภูมิคุ้มกันในเลือดของผู้มีอาการนำ หรืออาจจะสังเกตลักษณะของอาการได้ดังนี้
1.มีไข้สูงเกิน 37.8 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลานานไม่ต่ำกว่า 3 เดือน
2.น้ำหนักตัวลดลงมากกว่า 4.5 กิโลกรัม หรือมากว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวเดิมภายใน 2 เดือน
3.ต่อมน้ำเหลืองตามร่างกายหลายแห่งบวมโตนานกว่า 3 เดือน
4.อุจจาระร่วงเรื้อรังนาน 1-3 เดือน
5.เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย มีเหงื่อออกตอนกลางคืน และพบว่าร้อยละ 20 ของกลุ่ม ARC จะมีอาการลุกลามไปเป็นโรคเอดส์ในเวลาต่อมา
6.แขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่งจะไม่มีเรี่ยวแรงและทำงานไม่ประสานกัน

ระยะที่ 3
เป็นระยะที่กลุ่มผู้ป่วยจะปรากฎอาการของโรคเอดส์ซึ่งอาการในระยะนี้แบ่งตามอาการที่ปรากฏออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือการติดเชื้อชนิดฉวยโอกาส และอาการของโรคมะเร็ง
กลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์ สามารถแยกออกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
1.กลุ่มมีเพศสัมพันธ์ผิดธรรมชาติหรือสำส่อนทางเพศ เช่น กลุ่มรักร่วมเพศชาย กลุ่มรักต่างเพศ
2.กลุ่มผู้ติดยาเสพติด
3.กลุ่มที่รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือด
4.กลุ่มที่ได้รับเลือดจากมารดา

ฝนดาวตก ฝนดาวตกสิงโต ฝนดาวตกลีโอนิดส์

ฝนดาวตก 2552 เนื่องจากวันที่17/18พฤศจิกายน2552นี้จะเกิดฝนดาวตกสิงโตหรือเรียกอีกอย่างว่าฝนดาวตกลีโอนิดส์ นักดาราศาสตร์ เผยปีนี้มีลุ้นได้ชมฝนดาวตกสิงโตมากเป็นพิเศษ เหตุเพราะโลกเข้าสู่ธารสะเก็ดดาว ระบุเช้ามืดวันที่ 18 พ.ย. มีอัตราการตกสูงสุด200ดวงต่อชั่วโมง ไทยดูได้ทั่วประเทศ …





ฝนดาวตก 2552 ฝนดาวตกลีโอนิดส์

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. น.ส.ประพีร์ วิราพร นายกสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปรากฏการณ์ฝนดาวตกสิงโต หรือฝนดาวตกลีโอนิดส์ (Leonids) ในปีนี้ อาจได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากนักดาราศาสตร์คำนวณพบว่า อัตราการเกิดดาวตกอาจสูงกว่าปกติ

โดยเฉพาะในช่วงตี 4 ถึง ตี 5 ครึ่งของเช้ามืดวันที่ 18 พ.ย. 2552 อาจได้เห็นถึงชั่วโมงละ 200 ดวง โดยเป็นจำนวนที่มากรองจากเมื่อปี พ.ศ.2544 ซึ่งเป็นปีที่มีความฮือฮามากมีถึง 1,000 ดวงต่อชั่วโมง

นายกสมาคมดาราศาสตร์ฯ กล่าวอีกว่า ฝนดาวตกเกิดขึ้นเมื่อโลกเดินทางฝ่าเข้าไปในบริเวณที่มีสะเก็ดดาวซึ่งเป็นเศษ ชิ้นเล็กๆ ที่หลุดมาจากดาวหางและทิ้งไว้ตามทางโคจร โดยเรียกแนวของสะเก็ดดาวเหล่านี้ว่า ธารสะเก็ดดาว สำหรับฝนดาวตกสิงโต เกิดจากดาวหางเทมเพล-ทัลเทิล ซึ่งมีธารสะเก็ดดาวอยู่หลายสาย โดยปีนี้คาดว่าจะเห็นฝนดาวตกสิงโตในอัตราที่มาก เพราะโลกจะเข้าไปใกล้ธารสะเก็ดดาวในอดีต 2 สายธาร คือ ช่วงปี ค.ศ.1466 และ ค.ศ.1533 ซึ่งฝนดาวตกสิงโต จะเริ่มขึ้นประมาณวันที่ 10 พ.ย.นี้ แต่มีอัตราฝนดาวตกค่อนข้างต่ำ และจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงที่สุดประมาณวันที่ 17-19 พ.ย.นี้ และสิ้นสุดลงในวันที่ 21 พ.ย.นี้





สำหรับช่วงที่มีดาวตกถี่มากที่สุดนั้น น.ส.ประพีร์ กล่าวอีกว่า ในประเทศไทย สามารถมองเห็นได้ทั่วประเทศ แต่มีเงื่อนไขคือ ท้องฟ้าจะต้องใส เห็นดวงดาวชัดเจน

ปีนี้ฝนดาวตกสิงโต เกิดในช่วงคืนเดือนมืด โอกาสเห็นก็จะมีสูงขึ้น วิธีดูที่ดีที่สุดคือ การนอนหงายมองไปที่กลางฟ้าเหนือศีรษะ ดาวตกจะพุ่งมากจากทุกทิศทาง จึงควรกวาดตามองให้ทั่วฟ้า ฝนดาวตกจะมีลักษณะแสงสว่างวาบเคลื่อนที่ผ่านอย่างรวดเร็ว มีสีสันสวยงาม เช่น สีน้ำเงินเขียว สีส้มเหลือง เพราะมีแร่ธาตุประกอบต่างๆกัน เช่น แมกเนเซียม ทองแดง เหล็ก จึงให้สีที่แตกต่างกัน ปลายของดาวตกซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ จะทิ้งควันจางๆ เหมือนไอพ่น หากอยู่ในที่เงียบสงบ บางครั้งอาจได้ยินเสียงด้วย เรียกว่า โซนิกบูม และหากเป็นดาวตกขนาดใหญ่เมื่อเสียดสีกับบรรยากาศจะเห็นเป็นลูกไฟ การเกิดปรากฏการณ์ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องความเชื่อหรือโหราศาสตร์


เทคนิคการทำข้อสอบให้ได้คะแนนดีๆ

ก่อนสอบ

1. เตรียมตัว เตรียมตัวยังไงหรือครับ ก่อนอื่นต้องวางแผนการสอบก่อน ต้องรู้ว่าสอบอะไร สอบที่ไหน สอบวิชาอะไร สอบวันไหน สอบเวลาใด ใช้เวลาเท่าไหร่ในแต่ละวิชา รหัสประจำตัวสอบอะไร เลขที่นั่งสอบคืออะไร และที่สำคัญต้องวางแผนการเดินทางไปสอบให้ดี ถ้าเราไม่รู้ข้อมูลในส่วนนี้คงแย่แน่ ถ้าไม่ทราบเส้นทางและสถานที่สอบให้เข้า google maps เพื่อศึกษาเส้นทางและสถานที่สอบก่อน เข้าอินเทอร์เน็ตก็อย่าเลยไปเล่น hi5 หรือ QQ หรือ MSN ให้หยุดไว้ก่อนในช่วงนี้ เดี๋ยวจะสอบไม่ผ่าน.....

2. เตรียมอุปกรณ์ อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมในวันสอบมีอะไรบ้าง เช่น บัตรเข้าห้องสอบ บัตรประจำตัวประชาชน ดินสอ ปากกา ยางลบ กบเหลาดินสอ ฯลฯ


3. เตรียมความรู้ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ ความรู้ แล้วจะทำยังไงจะได้มาซึ่ง ความรู้ นั่นคือการอ่านหนังสือ อ่านยังไง ครูมีเทคนิคนิดหน่อยครับในการอ่าน คือ เราต้องวางแผนการอ่านให้ดี ต้องรู้ว่าเราจะต้องสอบวิชาอะไร ควรอ่านวิชาอะไรก่อนหลัง ก่อนอื่นเราต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แล้วเลือกวิชาที่จะสอบเป็นวิชาแรกในวันแรกมาอ่านก่อน อ่านรอบแรก ให้อ่านเฉพาะหัวข้อหลัก หรือเรื่องหลักก่อน อ่านรอบที่สอง ให้อ่านรายละเอียดในแต่ละเรื่องด้วยให้ครบถ้วน ทำความเข้าใจกับเนื้อหา เพราะสมองของคนเราจะรับรู้เรื่องหลักๆ ก่อนแล้วจึงจะโยงไปหาส่วนที่เป็นรายละเอียด ขณะที่อ่านให้จดบันทึกสิ่งที่สำคัญ หรือหัวเรื่องสำคัญไว้ในสมุดโน้ต เพื่อจะนำไปอ่านทบทวนในวันสอบ เวลาจดบันทึกให้จดบันทึกแบบผังความคิด(Mind Map) โดยใช้ปากกาสีที่ไม่เหมือนกันในการแยกสีสำหรับการจดบันทึก (แต่อย่าให้เกินสามสีนะครับ) สมองเราจะสามารถจดจำเป็นภาพ และสามารถแยกสีได้ดีกว่าตัวอักษร ถ้ารู้สึกง่วงนอนอย่าฝืนอ่านต่อนะครับ ให้นอนหลับแบบนอนหงายแบบให้ร่างกายได้พักผ่อน สัก 10 – 20 นาที (ไม่ควรนอนฟุ๊บอยู่กับโต๊ะนะครับ เพราะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่สะดวก) ทำแบบนี้กับทุกวิชาที่จะสอบในแต่ละครั้งเลยนะครับ นี่แหละคือกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ


วันสอบ

1. ควรไปถึงสถานที่สอบก่อนเวลาประมาณ 30 นาที ถ้าจะให้ดีต้องไปก่อนประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อศึกษาสถานที่สอบ ห้องสอบอยู่ที่ไหน อาคารใด ห้องที่เท่าไหร่

2. นำสมุดโน้ตที่จดบันทึกความรู้ไว้ออกมาอ่านทบทวนก่อนเข้าห้องสอบ

3. ฟังประกาศรายละเอียดจากประชาสัมพันธ์ของศูนย์สอบให้เข้าใจ

4. ปิดโทรศัพท์มือถือก่อนเข้าห้องสอบทุกครั้ง

ในห้องสอบ

1. นั่งตามเลขที่นั่งสอบให้ถูกต้อง

2. ทำใจให้สบาย

3. ปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบการสอบอย่างเคร่งครัด

4. กรอกรายละเอียดในกระดาษคำตอบให้ถูกต้อง และชัดเจน

5. อ่านรายละเอียดหน้าข้อสอบในแต่ละรายวิชาให้เข้าใจ

6. อ่านคำถามให้เข้าใจ

7. อ่านคำตอบให้ครบทุกข้อ

8. ตัดคำตอบที่คิดว่าถูกต้องน้อยที่สุดออกไปก่อน ให้เหลือตัวเลือกเพียง 2 ข้อ เพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุด

9. เลือกคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียวด้วยความมั่นใจ

10. ถ้ากระดาษคำตอบเป็นการฝนด้วยดินสอ 2B ควรฝนให้เต็มวง ไม่ต้องกดแรงมาก เพราะกระดาษคำตอบจะมีปัญหากับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ตรวจกระดาษคำตอบ

11. ข้อใดที่แก้ไขควรลบด้วยยางลบให้สะอาด

12. ถ้าข้อใดที่คิดว่าทำไม่ได้ให้ข้ามไปทำข้อต่อไปก่อน (อย่าลืมทำสัญลักษณ์ข้อที่ข้าม เพื่อกลับมาทำใหม่อีกรอบนะครับ)

13. กลับมาทำข้อที่ข้ามไปให้ครบทุกข้อ

14. รักษาเวลาในการทำข้อสอบให้เต็มที่

15. ถ้าข้อใดที่ทำไม่ได้จริงๆ ให้เลือก ข้อ ค. (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลควรใช้วิจารณญาณในการเชื่อ)

16. ถ้าทำเสร็จแล้วให้ตรวจสอบความถูกต้องของกระดาษคำตอบอีกครั้งหนึ่งก่อนส่งกระดาษคำตอบ

17. ยิ้มและขอบคุณคณะกรรมด้วยความจริงใจ

18.ไม่ควรคุยกันเสียงดังหน้าห้องสอบ ควรรักษามารยาทที่ดี เคารพสถานที่

ออก(นอก)ห้องสอบ

1. ไม่ต้องเครียดกับเสียงบ่นของเพื่อนหลังจากสอบแต่ละวิชา

2. นำสมุดโน้ตวิชาต่อไปขึ้นมาอ่านทบทวนเพิ่มความมั่นใจเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสอบ

3. ฟังประกาศรายละเอียดจากประชาสัมพันธ์ของศูนย์สอบให้เข้าใจ

การดูแลเส้นผมให้ยาวเร็ว

สระผมและนวดผมให้เรียบร้อย ใช้ผ้าขนหนูค่อยๆ ซับผม อย่าขยี้ผมเด็ดขาด โดยเฉลี่ยแล้วผมคนเราจะยาวประมาณครึ่งนิ้วต่อเดือน

- ดังนั้นถ้าอยากให้ผมยาวเร็วขึ้น แสกผมไว้ซัก 5-6 แถว บีบวิตามิน อี แบบแคปซูลสำหรับทาหน้า นำมาทาตามรอยแสก นวดบำรุงให้ทั่วหนังศรีษะ ผมจะยาวเร็วขึ้น

- อย่าลืมที่จะทำทรีทเม้นท์สัปดาห์ละครั้ง เพราะจะทำให้มีสุขภาพผมที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

การทำทรีทเม้นท์หมักผมแบบธรรมชาติ

- บดกล้วยหอมผสมกับน้ำผึ้ง พอกให้ทั่วทั้งศรีษะ ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก

- อีกสูตรหนึ่ง คือ คั้นดอกอันชัญสดกับน้ำสะอาด จนได้น้ำอันชัญสีน้ำเงินอมม่วง หมักผมทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก สูตรนี้จะทำให้ผมดูดกดำเงางาม

- ถ้าเป็นคนผมแห้ง ต้องการให้ผมดูเงางาม ใช้แฮร์โค้ต 2-3 หยด ชโลมและนวดให้ทั่วศรีษะ แต่ถ้าเป็นคนผมมัน ไม่ควรทำวิธีนี้

ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติกันดู... แล้วคุณจะมีผมที่สลวยไม่แพ้ใคร

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ภาวะโลกร้อน (Global Warming)





ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก ค่ะ (Greenhouse gases)

ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และ ตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่มีบรรยากาศ กรองพลังงาน จาก ดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของ เรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ค่ะ

แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจาก โรงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ หรือการกระทำใดๆที่เผา เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 แสนปี

ซึ่ง คาร์บอนไดออกไซด์ ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น ภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัจจุบัน

ภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533, พ.ศ.2538 และปี พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรง และต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และบุคคลที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ลูกหลานของพวกเราเอง

โรคสะเก็ดเงิน

โรคสะเก็ดเงินคืออะไร (What is Psoriasis?)


สะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือ เป็นปื้นนูนแดงปกคลุมด้วยสะเก็ดสีเทาเงิน ปื้นแดงนี้มักพบบริเวณข้อศอก เข่า หลังส่วนล่าง และหนังศีรษะ แต่อาจพบผื่นที่ผิวหนังบริเวณใดของร่างกาย ก็ได้รวมทั้งที่เล็บ ในกรณีที่ผื่นสะเก็ดเงิน เกิดขึ้นในบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ขาหนีบ รักแร้ อวัยวะสืบพันธุ์ ภายนอก และใต้ฐานเต้านมในผู้หญิง ก็มักจะมีลักษณะต่างจากลักษณะข้างต้นคือ ผื่นจะมีสะเก็ดค่อนข้างน้อย หรือไม่มีเลยและพื้นผิวค่อนข้างมัน โดยทั่วไปผื่นสะเก็ดเงินมักไม่พบที่บริเวณใบหน้า นอกจากนี้เมื่อผื่น สะเก็ดเงินหายแล้ว จะไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลืออยู่ และน้อยรายมากที่จะทำให้เกิดผมร่วง อย่างไรก็ดี อาจมี ร่องรอยการเปลี่ยนแปลงของสีผิวหนังในบริเวณที่เคยเป็นผื่นสะเก็ดเงินมาก่อน หลงเหลืออยู่แต่ก็จะค่อยๆ กลับเป็นปกติเมื่อเวลาผ่านไป (ข้อมูลจาก นพ.พีระพัชร์ นิ่มกุลรัตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง )

โรคสะเก็ดเงินทำให้เซลล์ผิวหนังกำพร้าแบ่งตัวเร็ว ทำให้ผิวหนาตัวขึ้นและเป็นขุย และเชื่อว่าพันธุกรรมก็มีส่วนทำให้เกิดโรคโดยจะต้องมีปัจจัยกระตุ้นซึ่งได้แก่ ความเครียด ผิวหนังที่มีแผล รวมทั้งการติดเชื้อและจากยาบางชนิด มักเป็นมากในระยะวัยรุ่น และพบมากในวัยกลางคนไม่ติดต่อโดยการสัมผัส โรคมีหลายรูปแบบความรุนแรงก็มีหลายระดับ รูปแบบที่พบบ่อยคือ ผู้ป่วยร้อยละ ที่เป็นเรื้อนกวางจะเป็นชนิดนี้ ตำแหน่งที่พบได้คือบริเวณผิวหนังทุกแห่ง เช่น หนังศีรษะ ลำตัว เล็บ


สาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis Cause)

สะเก็ดเงินเป็นโรคที่พบได้บ่อยประมาณร้อยละ 2 ของประชากรที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ สาเหตุที่แท้จริงยัง ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ผลที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง คือมีการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเร็วขึ้นกว่าปกติ และทำให้ ผิวหนังบริเวณที่เป็นผื่นมีความหนากว่าผิวหนังปกติ สาเหตุPsoriasis Cause หนึ่งที่เชื่อว่าทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงิน คือการตอบ สนองทางภูมิคุ้มกันอย่างผิดปกติต่อองค์ประกอบบางอย่างของผิวหนัง แต่สาเหตุที่แท้จริงยังไม่เป็นที่ทราบ แน่ชัดและอยู่ในระหว่างการศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวาง

ปัจจัยทางพันธุกรรมก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากพบว่ามีเพียงสมาชิกในบางครอบครัวเท่านั้นที่ป่วย เป็นโรคนี้ และพบ และพบว่าประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน จะมีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งคนในเครือญาติที่ป่วยเป็นโรคนี้เช่นเดียวกัน

การเกิดผื่นมักเริ่มจากมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้น ได้แก่ อารมณ์เครียด การบาดเจ็บของผิวหนัง (รอย ฉีกขาด รอยแกะ รอยเกา เป็นต้น) อาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส การเปลี่ยนแปลงระดับ ฮอร์โมน (ผื่นมักเริ่มเกิดในช่วงแตกเนื้อหนุ่มหรือเป็นสาว) และยาบางชนิด (พบได้น้อย) ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน จึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นเท่าที่จะสามารถทำได้ อย่างไรก็ดีน่าจะมีปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือ จากที่กล่าวมาแต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน


ชนิดและความรุนแรงของโรคPlaque


โรคสะเก็ดเงินชนิดนี้พบบ่อยที่สุด ลักษณะจะเป็นผิวหนังที่มีผื่นแดง นูนหนามีขอบชัดเจน บนผื่นจะมีสะเก็ดขาวเหมือนเงินอยู่บนผื่น สะเก็ดนี้เป็นเซลล์ผิวหนังซึ่งตายแล้ว ผิวหนังบริเวณผื่นมักจะแห้ง คัน และเกิดเป็นแผลได้ง่ายแพทย์เรียกชนิดนี้ว่า psoriasis vulgaris

Guttate
ลักษณะผื่นจะเหมือนรูปหยดน้ำเล็กๆเป็นหยดๆ สีแดง ผื่นนี้จะพบมากบริเวณลำตัวและแขนขา ผื่นจะไม่หนาเหมือนกับชนิด plaque มักจะพบในเด็กและวัยรุ่นโดยมีการติดเชื้อของผิวหนังเป็นตัวกระตุ้น

Inverse
สะเก็ดเงินชนิดนี้มักจะพบในคนอ้วน ที่มีเหงื่อออกมาก และมีการระคายเคือง เราอาจจะเรียกว่า Inverse psoriasis, หรือ flexural psoriasis มักพบบริเวณข้อพับ เช่นขาหนีบ รักแร้ เต้านม ก้น ลักษณะผื่นจะราบเรียบ มีการอักเสบแดง ผิวแห้ง ไม่มีขุยและหนาตัวเหมือนชนิด plaque

Erythrodermic
เป็นการอักเสบของสะเก็ดเงิน เป็นชนิดที่พบน้อยที่สุดมักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินที่ผื่นสะเก็ดเงินหลุดง่ายผื่นชนิดนี้จะมีลักษณะแดง กระจายไปทั่วและมักจะมีอาการบวม ปวด และคันร่วมด้วย


การรักษา,แนวทางเลือกวิธีการรักษาผื่นโรคสะเก็ดเงิน

ผื่นโรคสะเก็ดเงินมีหลายชนิด การเลือกใช้ยาชนิดใด อย่างไร หรือจะใช้แสงรักษาผื่นผิวหนังที่ผู้ป่วยเป็น ขึ้นกับลักษณะของผื่นและวิจารณญาณของแพทย์ผู้ให้การดูแลรักษา
หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกวิธีการรักษามีดังนี้

ลักษณะผื่น
ตำแหน่งของผื่น
ความกว้างของผื่น
ยาหรือเครื่องมือที่แพทย์มีอยู่
ความสะดวกและการยอมรับของผู้ป่วยและญาติ
ความชำนาญของแพทย์ที่เป็นผู้ดูแล

ลักษณะผื่น
ผื่นที่เป็นปื้นหนา ขนาดและจำนวนผื่น โดยรวมน้อยกว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่ผิวหนังทั้งหมด ควรเลือกใช้ยาทาเป็นหลัก ชนิดของยาทาที่เลือกใช้ขึ้นกับแพทย์ผู้ดูแลจะเห็นสมควร
ตำแหน่งของผื่น
ตำแหน่งของผื่นเป็นปัจจัยกำหนดในการเลือกรูปแบบของยาที่จะใช้ทา ตัวอย่างเช่น
ผื่นบริเวณหน้า ข้อพับแขน ขา อวัยวะเพศ การเลือกยาทาจะใช้ครีมสตีรอยด์ที่มีฤทธิ์ไม่แรงมากเพราะผิวหนังบริเวณนี้บอบบาง ยาจะซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้ดีจึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์แรง ยาทาในรูปขี้ผึ้งเหนอะหนะ จึงไม่เหมาะที่จะใช้ในบริเวณ
ข้อพับ

ผื่นที่ศีรษะหรือบริเวณผิวหนังที่มีขนมาก ยาทาที่เหมาะกับผิวหนังบริเวณนี้ในรูปโลชั่น Solution, Gel เพราะยากลุ่มนี้เป็นของเหลวซึมผ่านลงสู่หนังศีรษะได้ดี ยาในรูปขี้ผึ้งไม่เหมาะที่จะใช้บริเวณนี้

ผื่นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า ซึ่งมีผิวหนังชั้นขี้ไคลหนามาก ควรเลือกยาที่มีฤทธิ์แรงหรือยาทาในรูปขี้ผึ้งหรือน้ำมัน เพราะขี้ผึ้งทำให้ผิวหนังอุ้มน้ำและนุ่ม ยาจะซึมผ่านลงสู่ผิวหนังส่วนที่อยู่ลึกได้ดี เทคนิคอีกอย่างหนึ่งในการทำให้ยาซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีคือการแช่ผิวหนังที่มีสะเก็ดหรือขุยหนาในน้ำอุ่นนาน 5-10 นาที ผิวหนังจะอุ้มน้ำและนุ่มขึ้น เช็ดผิวหนังบริเวณนั้นพอหมาดๆแล้วจึงทายา จะช่วยให้ยาซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังส่วนลึกได้มากขึ้น เคล็ดลับอีกประการหนึ่งที่ช่วยให้ยาทาซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้มากขึ้น คือการใช้พลาสติกคลุมบริเวณผื่นที่ทายาแล้วปิดเทปกระดาษโดยรอบขอบพลาสติก เพื่อกันไม่ให้พลาสติกหลุดน้ำจากภายในร่างกายไม่สามารถซึมออกสู่ภายนอกได้ บริเวณนั้นจะชุ่มน้ำและนุ่มทำให้ยาซึมเข้าผิวหนังได้มากเป็น 10 - 100 เท่าของผิวหนังปกติ